Blog Archives

ใจน้อยลอยกระทง

October 26, 2011

บ่ายวันนี้ท่านปลัดเรียกพนักงาน  ลูกจ้างในส่วนของสำนักปลัดประชุม  เพื่อมอบหมายงานและติดตามงานที่มอบไปว่าไปถึงไหนแล้ว  โดยเฉพาะการเตรียมงานที่กำลังจะมาถึงอย่าง  งานประเพณีลอยกระทง  ที่  อบต.โคกกลาง  อบต.เล็ก ๆ จัดเป็นประจำทุกปี  บางปีได้รับคำชมจากชาวบ้านที่มาเห็นว่าจัดได้ดีกว่าที่อำเภอซะอีก  แต่ก็ใช่ว่าจะดีอย่างเดียว  อย่างปีที่แล้วก็มีการน้อยอกน้อยใจกันเกิดขึ้น อาการน้อยใจเกิดจากการเข้าใจผิด  หรือตั้งใจให้เป็นอย่างนั้นผมก็ไม่ทราบ  เรื่องมันเป็นอย่างนี้ครับ  สมาชิก  อบต.  น้อยใจว่านายกเอาใจผู้ใหญ่บ้านมากเกินไป  เรียกผู้ใหญ่บ้านไปนั่งโต๊ะ  แต่กับสมาชิกไม่ยอมเรียก  แต่นายกกลับคิดว่า  งานนี้สมาชิก อบต. เป็นเจ้าภาพทุกคนเพราะ อบต. เป็นคนจัดงาน  เพราะฉะนั้นเจ้าภาพต้องเป็นคนเรียกแขก  เชิญแขกมานั่ง  แล้วเจ้าภาพทุกคนควรช่วยกันรับแขก  ไม่ใช่ให้ใครมารับตัวเอง ผมไม่ทราบว่าที่อื่นเป็นยังไง  แต่ที่นี่เป็นอย่างนี้  โดยเฉพาะสมาชิก อบต. (ต้องวงเล็บไว้หน่อยว่าบางคน) ชอบที่จะให้พนักงานไปคอยต้อนรับเอาอกเอาใจเพื่อจะโชว์ชาวบ้านหรือเปล่าไม่ทราบ  แต่งานอย่างนี้แขกเยอะครับ  เราต้อนรับแทบไม่ไหว  บางปีหัวหน้าส่วนราชการมาทั้งอำเภอก็มี  เราก็ต้องรับแขกเหมือนอย่างที่นายกว่า  เจ้าภาพควรจะช่วยกันรับแขก  ไม่ใช่มาต้อนรับกันเอง  เท่าที่ผมเห็นมาหลายงานมีไม่มากคนหรอกครับที่เป็นแบบนี้  ส่วนมากมักจะเป็นคนหน้าเดิม ๆ นั่นแหละครับ  นี่ถ้าเกิดว่าวันหนึ่งแกสอบตกขึ้นมา  จะเป็นไงบ้างก็ไม่รู้เนอะ…

พัฒนาชุมชนแบบ สตีฟ จ็อบส์

October 10, 2011

คงไม่ต้องอธิบายนะครับว่า  สตีฟ  จ็อบส์  คือใคร  คุณหนุ่มเมืองจันท์  แห่งมติชนบอกว่า  จากนี้ไปถ้าจะเช็คอายุใครต้องใช้คำถามว่า  6  ตุลาคม  คือวันอะไร  ถ้าคำตอบเกี่ยวกับการเมืองแสดงว่าแก่แล้ว  ถ้าตอบว่ามีความเกี่ยวข้องกับสตีฟ  จ็อบส์ยังไงนี่แสดงว่ายังหนุ่ม  ยังสาวอยู่ (ฮา) ต้องยอมรับว่า  สตีฟ  จ็อบส์  เก่งมากที่ทำให้เครื่องมือเครื่องใช้ตระกูล i ของเขาเข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันของเราได้  ตัวเขาบอกอยู่เสมอว่า  ให้ทำในสิ่งที่รัก  แล้วจะสำเร็จ  ความจริงหลักคิดในการทำงานของเขามีมากกว่านี้  เราลองมาไล่ดูที่ละอย่างแล้วนำมาปรับใช้ในงานพัฒนาชุมชนบ้างคงจะดี  ลองดูนะครับ เริ่มจากข้อแรก  ทำในสิ่งที่รัก  อันนี้สำคัญนะครับ  ลองถามตัวเองให้ดี  ตอบตัวเองให้ชัดว่า  ตำแหน่งพัฒนาชุมชนคือสิ่งที่คุณรักหรือเปล่า  หรือคุณจะรอวันที่จะได้เป็นรองปลัด  หรือตำแหน่งอื่น ๆ แล้วก็มาบอกว่าเพื่อความก้าวหน้าในชีวิตราชการตำแหน่งนี้ก็สามารถพัฒนาชุมชนได้  ข้อที่สอง  เปลี่ยนแปลง(โลก)  ไม่ต้องเปลี่ยนแปลงโลกเหมือนที่สตีฟ  จ็อบส์ทำหรอกครับ  เอาแค่เปลี่ยนทัศนคติของชาวบ้านได้นี่  สุดยอดแล้ว  อย่างเรื่องพอเพียงชาวบ้านเขารู้เท่านั้น  แต่ทัศนคติเขายังเหมือนเดิม  ทำยังไงถึงจะเปลี่ยนได้  และลองเปลี่ยนตัวเองบ้างจะดีที่สุด  ข้อที่สาม  ความคิดสร้างสรรค์  พัฒนาชุมชนหลายคนไม่เคยใช้ความคิดสร้างสรรค์เลยทั้งที่ตัวเองก็มี  หลายคนไม่ได้ทำงานพัฒนาชุมชนเลยเพราะมัวแต่ทำงานสังคมสงเคราะห์จ่ายเบี้ยยังชีพ  พอพ้นวันที่  10  ของเดือนแล้วก็สบายแล้ว  คุณเป็นอย่างนั้นหรือเปล่า  [...]

กลัวหรือเขิน

September 15, 2011

เวลาที่มีอุบัติเหตุ  หรือเจ็บป่วยฉุกเฉิน  ชาวบ้านที่ตำบลโคกกลางรู้ดีว่าต้องโทรไป  1669  แต่ที่เข้าใจผิดคือ  คนที่รับสายคือเจ้าหน้าที่ของ  อบต.โคกกลาง  พอไปเจอเสียงที่ไม่คุ้น  แถมพูดภาษาราชการด้วย  เขาก็รีบวางสาย  แล้วโทรมาเบอร์  อบต.  โดยที่เราเองก็ไม่รู้รายละเอียดของคนไข้เลยว่าเป็นยังไง  พอเราแจ้งไปทางศูนย์ถูกหาว่าเราอยากได้เคสเลยไปโกหกเขา (เคยมีเคสอย่างนี้จากหน่วยกู้ชีพของเอกชน)  ทำไมไม่ให้ผู้พบเหตุแจ้งเขาเอง  อยากบอกเขา (ผู้เข้าเวรที่ศูนย์) เหลือเกินว่า  ผู้แจ้งเขาย่านการเว้าไทย ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่า  ที่เขากลัวการพูดภาษาของภาคกลางเป็นเพราะอะไร  กลัวพูดไม่ถูก  หรือเขินที่จะพูดเพราะไปว่าคนอื่นไว้เยอะหรือเปล่า  แม้กระทั่ง  อปพร.  หรือกู้ชีพบางคนไม่กล้าตอบโต้วิทยุสื่อสารเป็นเพราะอายกลัวพูดภาษาไทยไม่ถูกครับ  บางคนอ้างเรื่องจำรหัสไม่ได้ไปโน่นเลย เรื่องนี้เป็นความกลัวของคนอีสานที่แก้ยังไงก็ไม่หายซะที  ขณะเดียวกันถ้าไปอยู่ที่อื่นก็อายที่จะพูดภาษถิ่นอีก  กลัวว่าจะมีคนรู้ว่าอยู่อีสานหรือไง  ในขณะที่หลายพื้นที่กลับห่วงว่าคนรุ่นใหม่จะพูดภาษาอีสานบ่อเป็น  เดี๋ยวนี้แม่รุ่นใหม่จะสอนลูกตั้งแต่ยังแบเบาะด้วยการพูดคุยกับลูกเป็นภาษาไทยกลาง  ทำให้เขาคุ้นเคยตั้งแต่ยังเด็ก  โตขึ้นมาเขาจะพูดภาษถิ่นได้เองตามสภาพแวดล้อม  แต่ก็ยังไม่วายมีคนข้างบ้านมากระแนะกระแหนว่าดัดจริตสอนลูกให้พูดไทย  พาลทำให้บางคนเลิกสอนลูกไปเลย คงต้องอดทนรอดูแหล่ะครับว่า  สองแนวทางนี้อันไหนใช้ได้ดี  อันไหนใช้ได้ดีมากกว่า  คนที่อดทนคือผู้ชนะ

เมืองไทยเมืองหนังสือโลก

August 27, 2011

เรื่องของเมืองไทยได้เป็นเมืองหนังสือโลก  คงเป็นข่าวมาตั้งแต่ ยูเนสโก ประกาศให้ กรุงเทพมหานคร เป็น เมืองหนังสือโลก  หรือ  Word  Book  Capital  ครั้งที่  13  ประจำปี  2556  เมื่อปลายเดือนมิถุนายนแล้วล่ะครับ  แต่ผมเพิ่งจะมาทราบเอาตอนที่ผู้ว่ากรุงเทพออกมาบอกทางทีวี  ผ่านการโฆษณาเรื่องนี้แหละครับ คุณสมบัติหนึ่งในห้าข้อของเมืองที่จะได้รับเลือกเป็นเมืองหนังสือโลกคือ  มีโครงการสนับสนุนการพัฒนาหนังสือและการอ่าน  แม้จะมีโครงการแต่หลายคนก็สงสัยว่าไทยได้เป็นเจ้าภาพได้อย่างไรเพราะคนไทยอ่านหนังสือน้อยมาก  สำนักงานสถิติแห่งชาติไปสำรวจเมื่อปี  2549  พบว่าคนไทยใช้เวลาอ่านหนังสือเฉลี่ยวันละ  1.59  ชั่วโมง  ล่าสุดเป็นสถิติที่โฆษกกรุงเทพบอกว่าคนไทยอ่านหนังสือเพียงวันละ  39  นาทีเท่านั้น…..แม่เจ้า ทุกยุคทุกสมัย  ไม่ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาล  ผมเห็นเขารณรงค์เชิญชวนกันอ่านหนังสือมาตลอด  แต่ก็ไม่เห็นชาวบ้านอ่านหนังสือเพิ่มขึ้นเลย  ซึ่งผมมองว่ามันเป็นวัฒนธรรมของชาวบ้าน ผู้คนตามหมู่บ้านในชนบทส่วนมากมักจะทำนา  ทำสวน  หรือทำไร่  ที่ต้องออกจากบ้านตั้งแต่เช้า  กลับเข้าบ้านเย็นย่ำ  และไม่มีวันหยุดเสาร์ – อาทิตย์  หลังจากมาถึงบ้านทานข้าวเย็นเรียบร้อยแล้ว  ชาวบ้านเขามักจะคุยกันสารพัดเรื่องล่ะครับ  ทั้งการบ้านและการเมือง  แล้วแต่ช่วงนั้น ๆ จะมีอะไรเป็นทอล์คออฟเดอะทาวน์  เขาไม่แยกตัวเข้าห้องอ่านหนังสืออยู่คนเดียวเหมือนคนเมือง  แต่เขาจะมีสังคมการพูดคุยแทน  ข้อมูลที่นำมาพูดคุยจากทีวีบ้าง  จากการพูดคุยกับเกษตรอำเภอบ้าง  จากหมอดินบ้าง  จากครูในหมู่บ้านบ้าง  จากลูกหลานที่เรียนหนังสืออยู่ในเมืองบ้าง  [...]

ไปอบรมก็มีการเลือกสีนะจ๊ะ

August 14, 2011

ไม่ใช่ปัญหาอะไรครับเลือกก็เลือก (ฮา)  หลายท่านคงจะเคยเห็นเวลาที่เราไปนั่งฟังบรรยายในการอบรมหลักสูตรต่าง ๆ หรือบางท่านอาจจะเคยนำไปใช้ประกอบการบรรยายเวลาฝึกอบรมเหมือนกัน  ผมก็เคยใช้  มันเป็นการพักเบรคเพื่อนึกทบทวนเรื่องที่จะพูดต่อไปได้ดีทีเดียว  มันจะเป็นภาพตัวอักษรสีต่าง ๆ แต่สีที่ใช้เขียนตัวอักษรนั้นเป็นคนละสี  แล้ววิทยากรก็จะให้เราอ่าน ส่วนมากมักจะให้อ่านตัวอักษรก่อนแล้วเรามักจะอ่านถูกต้อง  แต่พอวิทยากรให้พวกเราอ่านสีที่เขียนเรากลับอ่านไม่ค่อยจะถูก  เป็นตะกุกตะกักแบบไม่คล่องเอาซะเลย  ที่มันเป็นอย่างนี้ผู้รู้ท่านบอกว่า  เป็นเพราะเราใช้สมองด้านซ้าย (เหตุผล) มากกว่าสมองทางด้านขวา (ความรู้สึก) ซึ่งท่านบอกว่ามันเป็นเรื่องปกติของคนเราที่ใช้สมองทางด้านซ้านมากกว่าทางด้านขวา  ใช้เหตุผลมากกว่าความรู้สึก ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นที่บ้านหมู่ 8 ขณะนี้  ผมว่าคงเป็นเพราะชาวบ้านใช้สมองซีกซ้านมากกว่าซีกขวาแน่เลย  ถ้าเขามาคุยกันด้วยความรู้สึก  คุยกันด้วยสมองซีกขวา  เขาน่าจะรู้ถึงความคับอกคับใจของอีกฝ่าย  แม้จะไม่เห็นด้วยแต่ขอให้เข้าใจว่าทำไมฝ่ายโน้นถึงทำอย่างนั้น  แค่นี้น่าจะทำให้เกิดความรู้สึกที่ดีกว่านี้ ผมไม่ทราบว่าความขัดแย้งที่ชาวบ้านแย่งจักรเย็บผ้ากันนี้ผู้บริหารได้รับทราบหรือยัง  ผมได้รับรู้มาจากชาวบ้านอีกทีว่า  ชาวบ้านกลุ่มหนึ่งได้งานเย็บผ้ามา  แล้วจักรไม่พอเย็บเลยอยากได้จักรมาเพิ่ม  แต่ชาวบ้านอีกกลุ่มที่ไม่มีงานไม่อยากให้เพราะถือว่าฉันก็เป็นสมาชิกกลุ่มเย็บผ้าเหมือนกันฉันก็มีสิทธิใช้ (แม้จะไม่ได้ใช้) ตอนที่ไปอบรม  สคบ.  มีเรื่องนี้พอดีครับ  วิธีการเจรจาไกล่เกลี่ย  คงได้ใช้งานก็คราวนี้แหละ  ขอตัวไปเปิดตำราก่อนนะครับ