ชาวนาเป็นอาชีพ อาชีพหนึ่ง มีความหมายถึงการปลูกข้าว อาชีพทำนาเป็นอาชีพดั้งเดิมของคนไทย สืบทอดผ่านต่อมายังรุ่นลูก รุ่นหลานบ้าง ส่วนใหญ่ชาวนาจะใช้ชีวิตอยู่อย่างเรียบง่ายในชนบท แถวบ้านผมมีการทำนาครั้งเดียวคือ นาปี หมายถึงการทำนาในฤดูฝนอย่างตอนนี้ ถึงแม้ว่าฝนจะไปยังไม่ทั่ว บางแห่งที่มีน้ำก็เริ่มปักดำกันแล้ว อีกประเภทหนึ่งคือการทำนาปรัง คือการทำนานอกฤดูฝน ชาวนาใช้น้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติ แม่น้ำ ลำคลองบ้าง น้ำจากบ่อส่วนตัวบ้าง นานทีถึงจะเห็นการทำนาปรัง ชาวบ้านบางส่วนเขาไม่ยอมให้ทำนาปรังกัน เขาอยากเก็บน้ำไว้ใช้เลี้ยงสัตว์ หรือทำอย่างอื่นที่ไม่เปลืองอย่างทำนา การทำงานของชาวนาจะเริ่มตั้งแต่เช้า เช้าจริง ๆ ผมอยากจะเรียกว่า เริ่มงานตอนดึกมากกว่า ชาวนาตื่นตีสามเพื่อทำนาครับพี่น้อง แล้วก็ทำงานไปจนกระทั่งมืด (หกโมงเย็น) ถึงเข้าบ้านเพื่อเตรียมอาหารเย็น ภาพทุ่งนาที่ท่านเห็นนี้ อยู่ตำบลข้างเคียงนี่เองครับ ถ่ายจากบนรถ ตำบลตัวเองน้ำยังไม่มี ฝนยังน้อยอยู่ ชาวนาได้แต่รอ…รอแล้ว…รออีก…
Blog Archives
ชาวนา
June 14, 2010ชาวนากับฟ้าฝน
June 1, 2010สองสามวันมานี้มีฝนตกลงมาพอให้ชาวนาหัวใจพองโต น้ำตาแทบไหล พวกเขาเฝ้ารอคอยฟ้าฝนมานานเต็มทีแล้ว เครื่องมือ อุปกรณ์ในการลงนาเตรียมพร้อมไว้หมดแล้ว รออยู่อย่างเดียวคือฝน จะไปเร่งรัดมากก็ไม่ได้ เดี๋ยวแม่เกิดไม่มาจะยุ่งกันไปใหญ่ ชาวนานั้นเขารู้อยู่ว่ายังไงซะฝนต้องมาแน่ แต่ที่เขาไม่รู้คือฝนจะมาตอนไหน มาแล้วจะมาอีกมั้ย กระดูกสันหลังของชาติอย่างชาวนานั้น มีตัวแปรในการประกอบอาชีพที่พวกเขาไม่สามารถควบคุมได้คือฝนนี่ล่ะครับ ต่อให้เก่งกาจแค่ไหนแต่ไม่มีฝนเป็นอันจบ ฝนเป็นตัวแปรที่ทำให้ชาวนาในแต่ละพื้นที่มีความเป็นอยู่แตกต่างกัน บางจังหวัดฝนดีมาก(ในสายตาคนอื่น)แต่เขารู้หรือไม่ว่ามันตกเฉพาะในเมืองเท่านั้น ตามอำเภอรอบนอกไม่มีฝนเลยครับพี่น้อง ในขณะที่ในเมืองตกจนน้ำท่วมถนนให้ชาวเมืองบ่น ที่ที่เขาทำนากันไม่ยักกะตก ยังดีนะครับที่ไม่มีพิธีแห่นางแมวขอฝนกันเหมือนกับที่อื่น ๆ ตามที่เราเห็นทางสื่อต่าง ๆ และก็อย่าไปโทษว่าชาวบ้านเขาเลย ที่เขาทำแบบนี้ เขาแก้ปัญหาแบบของเขาได้เพียงเท่านี้ จะให้เขาเอาปัญญาที่ไหนไปหาน้ำมาทำนา ทำได้ก็แต่เพียงพิธีกรรมเพื่อเสริมกำลังใจให้แก่กันและกันเท่านั้นเอง
เมืองชาละวัน
January 13, 2010เคยมีเพื่อนเจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชน ที่ไปอบรมรุ่นที่ 8 ด้วยกันเป็นคนจังหวัดพิจิตรครับ เขาไปแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวของจังหวัดพิจิตรแบบมองไม่เห็นคุณค่าของจังหวัดตัวเองเลย เขาบอกว่าพิจิตรไม่มีสถานที่ท่องเที่ยว ในขณะที่คนต่างบ้านต่างเมืองอย่างเหน่งเหน่งบล็อก กลับมีความรู้สึกว่าเมืองนี้เป็นเมืองพระ ไม่ใช่เมืองชาละวันอย่างที่ชาวเมืองเขาว่าตัวเองเป็นแบบนั้น จะไม่เป็นเมืองพระได้อย่างไรล่ะครับ พระดี วัดดัง อยู่ที่นี่กันทั้งนั้น เหน่งเหน่งบล็อกขับรถมาเห็นได้ว่าชาวนาเมืองชาละวัน กำลังเริ่มทำนากัน เป็นครั้งที่เท่าไรก็ไม่รู้ เพราะชาวนาที่นี่ทำนากันปีละสามครั้งครับ ความเป็นอยู่ของชาวนาที่นี่ไม่ใช่ว่าดีกว่าชาวนาที่อีสานนะครับ คล้ายกันครับพี่น้อง ต่างกันบ้างอาจจะเป็นเรื่องการพนัน (หรือว่าผมไม่เห็นที่พิจิตร…แต่ความจริงมีอยู่) อาจเป็นเพราะว่าคนที่พิจิตรไม่ค่อยมีเวลาว่างมากก็ได้นะครับ ส่วนเรื่องเครื่องดองของเมา สูสีครับ ดูไม่ออกว่าใครหนักกว่าใคร ในตัวเมืองพิจิตรนอกจากวัดที่มีมากแล้ว ยังมีสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ คล้าย ๆ กับหนองประจักษ์ อุดรธานี เพียงที่เดียวคือ บึงสีไฟครับ คนมาเที่ยวที่นี่เยอะมาก สังเกตุได้จากมีรถทุกประเภทที่มาที่นี่ ทั้งรถจักรยานยนต์ รถกระบะ รถเก๋ง ทั้งญี่ปุ่นและเยอรมัน