Blog Archives

ชาวนา

June 14, 2010

ชาวนาเป็นอาชีพ  อาชีพหนึ่ง  มีความหมายถึงการปลูกข้าว อาชีพทำนาเป็นอาชีพดั้งเดิมของคนไทย  สืบทอดผ่านต่อมายังรุ่นลูก  รุ่นหลานบ้าง ส่วนใหญ่ชาวนาจะใช้ชีวิตอยู่อย่างเรียบง่ายในชนบท แถวบ้านผมมีการทำนาครั้งเดียวคือ  นาปี  หมายถึงการทำนาในฤดูฝนอย่างตอนนี้  ถึงแม้ว่าฝนจะไปยังไม่ทั่ว  บางแห่งที่มีน้ำก็เริ่มปักดำกันแล้ว อีกประเภทหนึ่งคือการทำนาปรัง  คือการทำนานอกฤดูฝน  ชาวนาใช้น้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติ  แม่น้ำ  ลำคลองบ้าง  น้ำจากบ่อส่วนตัวบ้าง นานทีถึงจะเห็นการทำนาปรัง  ชาวบ้านบางส่วนเขาไม่ยอมให้ทำนาปรังกัน  เขาอยากเก็บน้ำไว้ใช้เลี้ยงสัตว์  หรือทำอย่างอื่นที่ไม่เปลืองอย่างทำนา การทำงานของชาวนาจะเริ่มตั้งแต่เช้า  เช้าจริง ๆ  ผมอยากจะเรียกว่า  เริ่มงานตอนดึกมากกว่า  ชาวนาตื่นตีสามเพื่อทำนาครับพี่น้อง  แล้วก็ทำงานไปจนกระทั่งมืด (หกโมงเย็น) ถึงเข้าบ้านเพื่อเตรียมอาหารเย็น ภาพทุ่งนาที่ท่านเห็นนี้  อยู่ตำบลข้างเคียงนี่เองครับ  ถ่ายจากบนรถ  ตำบลตัวเองน้ำยังไม่มี  ฝนยังน้อยอยู่  ชาวนาได้แต่รอ…รอแล้ว…รออีก…

ชาวนากับฟ้าฝน

June 1, 2010

สองสามวันมานี้มีฝนตกลงมาพอให้ชาวนาหัวใจพองโต  น้ำตาแทบไหล  พวกเขาเฝ้ารอคอยฟ้าฝนมานานเต็มทีแล้ว  เครื่องมือ  อุปกรณ์ในการลงนาเตรียมพร้อมไว้หมดแล้ว  รออยู่อย่างเดียวคือฝน  จะไปเร่งรัดมากก็ไม่ได้  เดี๋ยวแม่เกิดไม่มาจะยุ่งกันไปใหญ่  ชาวนานั้นเขารู้อยู่ว่ายังไงซะฝนต้องมาแน่  แต่ที่เขาไม่รู้คือฝนจะมาตอนไหน  มาแล้วจะมาอีกมั้ย กระดูกสันหลังของชาติอย่างชาวนานั้น  มีตัวแปรในการประกอบอาชีพที่พวกเขาไม่สามารถควบคุมได้คือฝนนี่ล่ะครับ  ต่อให้เก่งกาจแค่ไหนแต่ไม่มีฝนเป็นอันจบ ฝนเป็นตัวแปรที่ทำให้ชาวนาในแต่ละพื้นที่มีความเป็นอยู่แตกต่างกัน  บางจังหวัดฝนดีมาก(ในสายตาคนอื่น)แต่เขารู้หรือไม่ว่ามันตกเฉพาะในเมืองเท่านั้น  ตามอำเภอรอบนอกไม่มีฝนเลยครับพี่น้อง  ในขณะที่ในเมืองตกจนน้ำท่วมถนนให้ชาวเมืองบ่น  ที่ที่เขาทำนากันไม่ยักกะตก  ยังดีนะครับที่ไม่มีพิธีแห่นางแมวขอฝนกันเหมือนกับที่อื่น ๆ ตามที่เราเห็นทางสื่อต่าง ๆ และก็อย่าไปโทษว่าชาวบ้านเขาเลย  ที่เขาทำแบบนี้  เขาแก้ปัญหาแบบของเขาได้เพียงเท่านี้  จะให้เขาเอาปัญญาที่ไหนไปหาน้ำมาทำนา  ทำได้ก็แต่เพียงพิธีกรรมเพื่อเสริมกำลังใจให้แก่กันและกันเท่านั้นเอง

เมืองชาละวัน

January 13, 2010

เคยมีเพื่อนเจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชน  ที่ไปอบรมรุ่นที่  8  ด้วยกันเป็นคนจังหวัดพิจิตรครับ  เขาไปแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวของจังหวัดพิจิตรแบบมองไม่เห็นคุณค่าของจังหวัดตัวเองเลย  เขาบอกว่าพิจิตรไม่มีสถานที่ท่องเที่ยว  ในขณะที่คนต่างบ้านต่างเมืองอย่างเหน่งเหน่งบล็อก กลับมีความรู้สึกว่าเมืองนี้เป็นเมืองพระ  ไม่ใช่เมืองชาละวันอย่างที่ชาวเมืองเขาว่าตัวเองเป็นแบบนั้น  จะไม่เป็นเมืองพระได้อย่างไรล่ะครับ  พระดี  วัดดัง  อยู่ที่นี่กันทั้งนั้น เหน่งเหน่งบล็อกขับรถมาเห็นได้ว่าชาวนาเมืองชาละวัน  กำลังเริ่มทำนากัน  เป็นครั้งที่เท่าไรก็ไม่รู้  เพราะชาวนาที่นี่ทำนากันปีละสามครั้งครับ  ความเป็นอยู่ของชาวนาที่นี่ไม่ใช่ว่าดีกว่าชาวนาที่อีสานนะครับ  คล้ายกันครับพี่น้อง  ต่างกันบ้างอาจจะเป็นเรื่องการพนัน (หรือว่าผมไม่เห็นที่พิจิตร…แต่ความจริงมีอยู่) อาจเป็นเพราะว่าคนที่พิจิตรไม่ค่อยมีเวลาว่างมากก็ได้นะครับ  ส่วนเรื่องเครื่องดองของเมา  สูสีครับ  ดูไม่ออกว่าใครหนักกว่าใคร ในตัวเมืองพิจิตรนอกจากวัดที่มีมากแล้ว  ยังมีสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ  คล้าย ๆ กับหนองประจักษ์  อุดรธานี  เพียงที่เดียวคือ  บึงสีไฟครับ  คนมาเที่ยวที่นี่เยอะมาก  สังเกตุได้จากมีรถทุกประเภทที่มาที่นี่  ทั้งรถจักรยานยนต์  รถกระบะ  รถเก๋ง  ทั้งญี่ปุ่นและเยอรมัน