นิทานเรื่อง กระดาษเจาะรู 4 แผ่น แนวทางสู่ความสำเร็จนี้ ผมอ่านเจอในคอลัมน์ อาหารสมอง ของ อาจารย์วีรกร ตรีเศศ ในมติชนสุดสัปดาห์ นานมาแล้วตั้งแต่เดือนมิถุนายนปี 54 โน้น เห็นว่าน่าสนใจดีเลยคัดลอกบางส่วนมาให้ท่านได้อ่านด้วย ดังนี้ครับ “ความสำเร็จของชีวิตคนเราก็เหมือนกระดาษเจาะรู 3 แผ่น กระดาษทั้ง 3 แผ่นจะเคลื่อนตัวซ้ายขวาสลับกันอยู่ไปมา หากเมื่อไรรูที่ถูกเจาะนั้นอยู่ตรงกัน แสงก็ส่องผ่านไปได้ แสงที่ส่องผ่านไปได้นั้นคือผ่านอุปสรรคสู่ความสำเร็จ กระดาษแผ่นแรก คือ ความรู้ ความสามารถ กระดาษแผ่นที่สอง คือ ขยัน ใจรัก ตั้งมั่น กระดาษแผ่นที่สาม คือ โอกาส รูที่กระดาษทั้ง 3 แผ่น หากเป็นรูที่โต กว้างขวาง โอกาสที่รูทั้งหลายจะมาซ้อนทับกันเพื่อให้แสงแห่งความสำเร็จส่องผ่านไปได้ก็เกิดขึ้นง่ายหน่อย แต่หากว่ารูนั้นขนาดเล็กมาก โอกาสที่รูจะมาอยู่ตรงกันเพื่อให้แสงส่องผ่านก็เป็นไปได้ยาก ดังนั้น เราต้องพยายามขยายรูกระดาษของเรา ความรู้ ความสามารถ หากเรามีความรู้น้อย รูที่กระดาษแผ่นแรกของเราก็เล็ก เราต้องพยายามหาความรู้ให้มากขึ้น เพื่อให้รูที่กระดาษโตขึ้น ขยัน ใจรัก [...]
Blog Archives
แนวทางสู่ความสำเร็จ
December 8, 2011สามก๊ก | ภาพลักษณ์
October 6, 2011ผมหลงไหลสามก๊กชอบค้นคว้าค้นหาเรียนรู้กลยุทธ์ต่าง ๆ ที่ตัวละครนั้นนำมาใช้ แต่ไม่เคยอ่านจนจบสักครั้งเดียว ชอบที่จะอ่านเป็นตอน ๆ แบบนั้นมากกว่า (แฮ่ม…ผมยังคบได้อยู่ 555) และเมื่อไม่นานมานี้ในห้องประชุมงานหนึ่งมีคนพูดว่า ในการทำงานต้องทำงานอย่างเล่าปี่จึ่งจะสำเร็จ แสดงว่าคนพูดมองว่าเล่าปี่เป็นพระเอกในเรื่องสามก๊ก ในบรรดาตัวละครในสามก๊ก เล่าปี่เป็นคนที่ไม่เก่งที่สุดเมื่อเทียบกันคนอื่น ๆ รบก็ไม่เก่ง วางแผนก็ไม่เป็น แต่สิ่งที่เล่าปี่มีเหนือคนอื่นคือ ภาพลักษณ์ที่ดี เมื่อเราพูดถึงเล่าปี่เราจะนึกถึงคนที่มีจิตใจโอบอ้อมอารี มีเมตตา คุณสมบัติเหล่านี้คงเป็นตัวนำคนอื่น ๆ มาช่วยงานเขา ความไม่เก่งของเล่าปี่ทำให้เขาอ่อนน้อมถ่อมตน ความไม่มียศฐาบรรดาศักดิ์ทำให้เขาเก็บความรู้สึก ไม่แสดงออกทางใบหน้า แม้จะเป็นคนที่ไม่เก่ง แต่ก็มีคนมาช่วยงานเยอะ แสดงว่าเล่าปี่ต้องมีอะไรบางอย่างดึงดูดให้คนเหล่านี้มาช่วยงาน อะไรบางอย่างนี่แหละครับที่ผมอยากรู้
เมืองไทยเมืองหนังสือโลก
August 27, 2011เรื่องของเมืองไทยได้เป็นเมืองหนังสือโลก คงเป็นข่าวมาตั้งแต่ ยูเนสโก ประกาศให้ กรุงเทพมหานคร เป็น เมืองหนังสือโลก หรือ Word Book Capital ครั้งที่ 13 ประจำปี 2556 เมื่อปลายเดือนมิถุนายนแล้วล่ะครับ แต่ผมเพิ่งจะมาทราบเอาตอนที่ผู้ว่ากรุงเทพออกมาบอกทางทีวี ผ่านการโฆษณาเรื่องนี้แหละครับ คุณสมบัติหนึ่งในห้าข้อของเมืองที่จะได้รับเลือกเป็นเมืองหนังสือโลกคือ มีโครงการสนับสนุนการพัฒนาหนังสือและการอ่าน แม้จะมีโครงการแต่หลายคนก็สงสัยว่าไทยได้เป็นเจ้าภาพได้อย่างไรเพราะคนไทยอ่านหนังสือน้อยมาก สำนักงานสถิติแห่งชาติไปสำรวจเมื่อปี 2549 พบว่าคนไทยใช้เวลาอ่านหนังสือเฉลี่ยวันละ 1.59 ชั่วโมง ล่าสุดเป็นสถิติที่โฆษกกรุงเทพบอกว่าคนไทยอ่านหนังสือเพียงวันละ 39 นาทีเท่านั้น…..แม่เจ้า ทุกยุคทุกสมัย ไม่ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาล ผมเห็นเขารณรงค์เชิญชวนกันอ่านหนังสือมาตลอด แต่ก็ไม่เห็นชาวบ้านอ่านหนังสือเพิ่มขึ้นเลย ซึ่งผมมองว่ามันเป็นวัฒนธรรมของชาวบ้าน ผู้คนตามหมู่บ้านในชนบทส่วนมากมักจะทำนา ทำสวน หรือทำไร่ ที่ต้องออกจากบ้านตั้งแต่เช้า กลับเข้าบ้านเย็นย่ำ และไม่มีวันหยุดเสาร์ – อาทิตย์ หลังจากมาถึงบ้านทานข้าวเย็นเรียบร้อยแล้ว ชาวบ้านเขามักจะคุยกันสารพัดเรื่องล่ะครับ ทั้งการบ้านและการเมือง แล้วแต่ช่วงนั้น ๆ จะมีอะไรเป็นทอล์คออฟเดอะทาวน์ เขาไม่แยกตัวเข้าห้องอ่านหนังสืออยู่คนเดียวเหมือนคนเมือง แต่เขาจะมีสังคมการพูดคุยแทน ข้อมูลที่นำมาพูดคุยจากทีวีบ้าง จากการพูดคุยกับเกษตรอำเภอบ้าง จากหมอดินบ้าง จากครูในหมู่บ้านบ้าง จากลูกหลานที่เรียนหนังสืออยู่ในเมืองบ้าง [...]
ไม่มีคุณสมบัติ
May 24, 2011อาจินต์ ปัญจพรรค์ เคยพูดไว้ในมติชนนานเดือนแล้วว่า การเขียนไม่จำเป็นต้องเขียนยาว อยู่ที่เขียนแล้วบรรลุหรือเปล่า ความหมายของคนพูดคงหมายถึง มีความเป็นนักเขียนในเรื่องนะครับ ผมเป็นคนหนึ่งที่เขียนแล้วไม่บรรลุ ผมไม่เคยผ่านสนามมาเหมือนกับนักเขียนรุ่นก่อนที่ต้องฝึกฝนส่งเรื่องไปให้บรรณาธิการคัดกรอง เขียนแล้วเขียนอีก ส่งแล้วส่งอีก ก็ยังไม่ผ่าน ต่างกับสมัยนี้ การเขียนในสมันนี้ง่ายกว่าสมัยก่อนเยอะมาก ไม่ต้องมี บ.ก. มาคัดกรองงานเขียน พูดอีกอย่างหนึ่งคือเราต้องเป็นบรรณาธิการเอง พอเขียนเสร็จแล้วส่งเรื่องไปให้คนอ่านได้ทันที นักเขียน กับ Blogger น่าจะมีคุณสมบัติที่เหมือนกันนะครับ ที่ผมพอจะนึกออกในตอนนี้คือ นักเขียนระดับเทพทุกคนจะเป็นนักอ่าน อ่านทุกเรื่อง อ่านทุกอย่าง อ่านแม้กระทั่งพระราชบัญญัติก็เห็นมีบางคนบอกไว้แล้ว ที่บอกว่าอ่านนี่ไม่ได้เป็นการอ่านเพื่อจะนำมาเขียนเดี๋ยวนั้นนะครับ เป็นการอ่านแบบอ่านสะสม อ่านทุกวัน พอถึงคราวจะได้ใช้มันจะทำให้นึกออกเองโดยอัตโนมัติ Blogger นั้นก็คงจะคล้าย ๆ กันกับนักเขียนที่ต้องรักการอ่าน อ่านมากจะได้เปรียบ ผมคิดว่าการอ่านของนักเขียนกับ Blogger คงจะต่างกันที่ Blogger จะอ่านเฉพาะเรื่องที่ตนเองให้ความสนใจเท่านั้น ส่วนนักเขียนเขาอ่านทุกประเภท อ่านเอารสของภาษา อ่านเพื่อซึบซับความงามของภาษา ไม่เชื่อก็ลองไปหางานเก่า ๆ ของนักเขียนระดับตำนานมาเสพดู กามารมณ์เป็นศิลปะชั้นสูงที่คนเรายอมรับอย่างขวยเขินมาในอดีตศตวรรษ และจนถึงวันนี้ จึงไม่บรรลุปลายทางอย่างภาคภูมิเท่าที่ควร ในส่วนรวมของประชากรโลก และเสือกไสตัวเองเข้าไปในอาณาจักรแห่งความระทม อีกนานครับกว่าจะได้แบบนี้ บางส่วนจาก [...]
เรยา
May 11, 2011ผมไม่เคยได้อ่านนิยายและไม่ได้ติดตามดูละครหลังข่าวเรื่องนี้ แต่ทราบข่าวจากสื่อเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า กระทรวงวัฒนธรรมไม่สบายใจนักกับการออกอากาศของละครเรื่องนี้ และมาไม่สบายใจเมื่อละครใกล้จะจบแล้ว ในข่าวเห็นบอกว่ามีการไปพูดคุยตกลงอะไรกันด้วยระหว่างกระทรวงวัฒนธรรมกับผู้ผลิตละคร ผมสอบถามจากเพื่อนร่วมงานที่ติดตามละครเรื่องนี้ว่าเนื้อหามันเป็นยังไง ทำไมถึงทำให้ใครบางคนไม่สบายใจได้ ก็ได้รับคำตอบแบบที่ผมสรุปเองว่า ตัวเอกของเรื่องคือ เรยา เป็นเมียน้อย ครั้นจะถามต่อว่ามีเหตุจูงใจอันใดที่ทำให้ เรยา ยอมเป็นเมียน้อยซึ่งผู้หญิงส่วนมากไม่อยากจะเป็น ก็ไม่กล้าถาม กลัวว่ามันจะนานเกินไปแค่เนื้อหานี่ยังฟังตั้งนานกว่าจะสรุปได้ การเป็นเมียน้อยมันมีสภาพที่เป็นรองนะครับ ทั้งทางสังคมและทางกฏหมายด้วย เพราะฉะนั้นผู้หญิงที่ตัดสินใจว่าจะเป็นเมียน้อยจึงต้องคิดใคร่ครวญมากกว่าปกติอยู่สักหน่อย ซึ่งส่วนมากเงื่อนไขที่หนุนให้ตัดสินใจอย่างนี้คือครอบครัวที่แตกแยก ความใกล้ชิด ปัญหาทางการเงิน และอื่น ๆ แต่ก็มีเหมือนกันที่ไม่ได้คิดอะไรมากเพราะความไม่รู้ว่าฝ่ายชายมีเมียอยู่แล้ว รู้ตัวอีกทีกลายเป็นเมียน้อยเขาแล้ว ตอนนี้แหละครับที่ต้องคิดมาก ผมคิดว่าเมียน้อนรุ่นใหม่ที่มีชีวิตจริงอยู่นอกจอคงใช้ชีวิตไปตามปกติธรรมดาเจอกันที่ร้านขายส้มตำเราก็คงไม่รู้และคงไม่เหมือน เรยา ที่ตามราวีบ้านใหญ่นะครับ ส่วนที่ไม่ปกติอาจจะเป็นการติดต่อกับฝ่ายชายนี่ล่ะครับ ในกรณีที่ฝ่ายหญิงมีธุระอยากพูดคุยด้วยคงทำได้ไม่ถนัดนักยกเว้นว่าทำงานอยู่ที่เดียวกัน ส่วนมากสองคนนี้เขาเจอกันอยู่แล้วล่ะครับในหนึ่งสัปดาห์ มีอะไรคงต้องรอตอนนั้น หมายเหตุจากผู้เขียน เรื่องราวสั้น ๆ ด้านบนเป็นการตั้งข้อสังเกตุ มองจากคนที่อยู่ในวงนอก ไม่ใช่จากประสบการณ์ (ฮา)