Blog Archives

แนวทางสู่ความสำเร็จ

December 8, 2011

นิทานเรื่อง  กระดาษเจาะรู 4 แผ่น  แนวทางสู่ความสำเร็จนี้ ผมอ่านเจอในคอลัมน์ อาหารสมอง ของ อาจารย์วีรกร  ตรีเศศ ในมติชนสุดสัปดาห์ นานมาแล้วตั้งแต่เดือนมิถุนายนปี 54 โน้น  เห็นว่าน่าสนใจดีเลยคัดลอกบางส่วนมาให้ท่านได้อ่านด้วย  ดังนี้ครับ “ความสำเร็จของชีวิตคนเราก็เหมือนกระดาษเจาะรู  3  แผ่น  กระดาษทั้ง  3  แผ่นจะเคลื่อนตัวซ้ายขวาสลับกันอยู่ไปมา  หากเมื่อไรรูที่ถูกเจาะนั้นอยู่ตรงกัน  แสงก็ส่องผ่านไปได้  แสงที่ส่องผ่านไปได้นั้นคือผ่านอุปสรรคสู่ความสำเร็จ กระดาษแผ่นแรก คือ ความรู้ ความสามารถ กระดาษแผ่นที่สอง คือ ขยัน ใจรัก ตั้งมั่น กระดาษแผ่นที่สาม คือ โอกาส รูที่กระดาษทั้ง  3  แผ่น  หากเป็นรูที่โต  กว้างขวาง  โอกาสที่รูทั้งหลายจะมาซ้อนทับกันเพื่อให้แสงแห่งความสำเร็จส่องผ่านไปได้ก็เกิดขึ้นง่ายหน่อย  แต่หากว่ารูนั้นขนาดเล็กมาก  โอกาสที่รูจะมาอยู่ตรงกันเพื่อให้แสงส่องผ่านก็เป็นไปได้ยาก ดังนั้น  เราต้องพยายามขยายรูกระดาษของเรา ความรู้ ความสามารถ  หากเรามีความรู้น้อย  รูที่กระดาษแผ่นแรกของเราก็เล็ก  เราต้องพยายามหาความรู้ให้มากขึ้น  เพื่อให้รูที่กระดาษโตขึ้น ขยัน ใจรัก [...]

สามก๊ก | ภาพลักษณ์

October 6, 2011

ผมหลงไหลสามก๊กชอบค้นคว้าค้นหาเรียนรู้กลยุทธ์ต่าง ๆ ที่ตัวละครนั้นนำมาใช้  แต่ไม่เคยอ่านจนจบสักครั้งเดียว  ชอบที่จะอ่านเป็นตอน ๆ แบบนั้นมากกว่า (แฮ่ม…ผมยังคบได้อยู่ 555) และเมื่อไม่นานมานี้ในห้องประชุมงานหนึ่งมีคนพูดว่า  ในการทำงานต้องทำงานอย่างเล่าปี่จึ่งจะสำเร็จ แสดงว่าคนพูดมองว่าเล่าปี่เป็นพระเอกในเรื่องสามก๊ก ในบรรดาตัวละครในสามก๊ก  เล่าปี่เป็นคนที่ไม่เก่งที่สุดเมื่อเทียบกันคนอื่น ๆ รบก็ไม่เก่ง  วางแผนก็ไม่เป็น  แต่สิ่งที่เล่าปี่มีเหนือคนอื่นคือ  ภาพลักษณ์ที่ดี  เมื่อเราพูดถึงเล่าปี่เราจะนึกถึงคนที่มีจิตใจโอบอ้อมอารี  มีเมตตา  คุณสมบัติเหล่านี้คงเป็นตัวนำคนอื่น ๆ มาช่วยงานเขา ความไม่เก่งของเล่าปี่ทำให้เขาอ่อนน้อมถ่อมตน  ความไม่มียศฐาบรรดาศักดิ์ทำให้เขาเก็บความรู้สึก  ไม่แสดงออกทางใบหน้า แม้จะเป็นคนที่ไม่เก่ง  แต่ก็มีคนมาช่วยงานเยอะ  แสดงว่าเล่าปี่ต้องมีอะไรบางอย่างดึงดูดให้คนเหล่านี้มาช่วยงาน  อะไรบางอย่างนี่แหละครับที่ผมอยากรู้

เมืองไทยเมืองหนังสือโลก

August 27, 2011

เรื่องของเมืองไทยได้เป็นเมืองหนังสือโลก  คงเป็นข่าวมาตั้งแต่ ยูเนสโก ประกาศให้ กรุงเทพมหานคร เป็น เมืองหนังสือโลก  หรือ  Word  Book  Capital  ครั้งที่  13  ประจำปี  2556  เมื่อปลายเดือนมิถุนายนแล้วล่ะครับ  แต่ผมเพิ่งจะมาทราบเอาตอนที่ผู้ว่ากรุงเทพออกมาบอกทางทีวี  ผ่านการโฆษณาเรื่องนี้แหละครับ คุณสมบัติหนึ่งในห้าข้อของเมืองที่จะได้รับเลือกเป็นเมืองหนังสือโลกคือ  มีโครงการสนับสนุนการพัฒนาหนังสือและการอ่าน  แม้จะมีโครงการแต่หลายคนก็สงสัยว่าไทยได้เป็นเจ้าภาพได้อย่างไรเพราะคนไทยอ่านหนังสือน้อยมาก  สำนักงานสถิติแห่งชาติไปสำรวจเมื่อปี  2549  พบว่าคนไทยใช้เวลาอ่านหนังสือเฉลี่ยวันละ  1.59  ชั่วโมง  ล่าสุดเป็นสถิติที่โฆษกกรุงเทพบอกว่าคนไทยอ่านหนังสือเพียงวันละ  39  นาทีเท่านั้น…..แม่เจ้า ทุกยุคทุกสมัย  ไม่ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาล  ผมเห็นเขารณรงค์เชิญชวนกันอ่านหนังสือมาตลอด  แต่ก็ไม่เห็นชาวบ้านอ่านหนังสือเพิ่มขึ้นเลย  ซึ่งผมมองว่ามันเป็นวัฒนธรรมของชาวบ้าน ผู้คนตามหมู่บ้านในชนบทส่วนมากมักจะทำนา  ทำสวน  หรือทำไร่  ที่ต้องออกจากบ้านตั้งแต่เช้า  กลับเข้าบ้านเย็นย่ำ  และไม่มีวันหยุดเสาร์ – อาทิตย์  หลังจากมาถึงบ้านทานข้าวเย็นเรียบร้อยแล้ว  ชาวบ้านเขามักจะคุยกันสารพัดเรื่องล่ะครับ  ทั้งการบ้านและการเมือง  แล้วแต่ช่วงนั้น ๆ จะมีอะไรเป็นทอล์คออฟเดอะทาวน์  เขาไม่แยกตัวเข้าห้องอ่านหนังสืออยู่คนเดียวเหมือนคนเมือง  แต่เขาจะมีสังคมการพูดคุยแทน  ข้อมูลที่นำมาพูดคุยจากทีวีบ้าง  จากการพูดคุยกับเกษตรอำเภอบ้าง  จากหมอดินบ้าง  จากครูในหมู่บ้านบ้าง  จากลูกหลานที่เรียนหนังสืออยู่ในเมืองบ้าง  [...]

ไม่มีคุณสมบัติ

May 24, 2011

อาจินต์  ปัญจพรรค์  เคยพูดไว้ในมติชนนานเดือนแล้วว่า  การเขียนไม่จำเป็นต้องเขียนยาว  อยู่ที่เขียนแล้วบรรลุหรือเปล่า ความหมายของคนพูดคงหมายถึง  มีความเป็นนักเขียนในเรื่องนะครับ  ผมเป็นคนหนึ่งที่เขียนแล้วไม่บรรลุ  ผมไม่เคยผ่านสนามมาเหมือนกับนักเขียนรุ่นก่อนที่ต้องฝึกฝนส่งเรื่องไปให้บรรณาธิการคัดกรอง  เขียนแล้วเขียนอีก  ส่งแล้วส่งอีก  ก็ยังไม่ผ่าน  ต่างกับสมัยนี้  การเขียนในสมันนี้ง่ายกว่าสมัยก่อนเยอะมาก  ไม่ต้องมี บ.ก. มาคัดกรองงานเขียน  พูดอีกอย่างหนึ่งคือเราต้องเป็นบรรณาธิการเอง  พอเขียนเสร็จแล้วส่งเรื่องไปให้คนอ่านได้ทันที นักเขียน กับ Blogger น่าจะมีคุณสมบัติที่เหมือนกันนะครับ  ที่ผมพอจะนึกออกในตอนนี้คือ  นักเขียนระดับเทพทุกคนจะเป็นนักอ่าน  อ่านทุกเรื่อง  อ่านทุกอย่าง  อ่านแม้กระทั่งพระราชบัญญัติก็เห็นมีบางคนบอกไว้แล้ว  ที่บอกว่าอ่านนี่ไม่ได้เป็นการอ่านเพื่อจะนำมาเขียนเดี๋ยวนั้นนะครับ  เป็นการอ่านแบบอ่านสะสม  อ่านทุกวัน  พอถึงคราวจะได้ใช้มันจะทำให้นึกออกเองโดยอัตโนมัติ Blogger นั้นก็คงจะคล้าย ๆ กันกับนักเขียนที่ต้องรักการอ่าน  อ่านมากจะได้เปรียบ  ผมคิดว่าการอ่านของนักเขียนกับ Blogger คงจะต่างกันที่ Blogger จะอ่านเฉพาะเรื่องที่ตนเองให้ความสนใจเท่านั้น  ส่วนนักเขียนเขาอ่านทุกประเภท  อ่านเอารสของภาษา  อ่านเพื่อซึบซับความงามของภาษา  ไม่เชื่อก็ลองไปหางานเก่า ๆ ของนักเขียนระดับตำนานมาเสพดู กามารมณ์เป็นศิลปะชั้นสูงที่คนเรายอมรับอย่างขวยเขินมาในอดีตศตวรรษ  และจนถึงวันนี้ จึงไม่บรรลุปลายทางอย่างภาคภูมิเท่าที่ควร  ในส่วนรวมของประชากรโลก และเสือกไสตัวเองเข้าไปในอาณาจักรแห่งความระทม อีกนานครับกว่าจะได้แบบนี้  บางส่วนจาก  [...]

เรยา

May 11, 2011

ผมไม่เคยได้อ่านนิยายและไม่ได้ติดตามดูละครหลังข่าวเรื่องนี้  แต่ทราบข่าวจากสื่อเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า  กระทรวงวัฒนธรรมไม่สบายใจนักกับการออกอากาศของละครเรื่องนี้  และมาไม่สบายใจเมื่อละครใกล้จะจบแล้ว  ในข่าวเห็นบอกว่ามีการไปพูดคุยตกลงอะไรกันด้วยระหว่างกระทรวงวัฒนธรรมกับผู้ผลิตละคร ผมสอบถามจากเพื่อนร่วมงานที่ติดตามละครเรื่องนี้ว่าเนื้อหามันเป็นยังไง  ทำไมถึงทำให้ใครบางคนไม่สบายใจได้  ก็ได้รับคำตอบแบบที่ผมสรุปเองว่า  ตัวเอกของเรื่องคือ  เรยา  เป็นเมียน้อย  ครั้นจะถามต่อว่ามีเหตุจูงใจอันใดที่ทำให้  เรยา  ยอมเป็นเมียน้อยซึ่งผู้หญิงส่วนมากไม่อยากจะเป็น  ก็ไม่กล้าถาม  กลัวว่ามันจะนานเกินไปแค่เนื้อหานี่ยังฟังตั้งนานกว่าจะสรุปได้ การเป็นเมียน้อยมันมีสภาพที่เป็นรองนะครับ  ทั้งทางสังคมและทางกฏหมายด้วย  เพราะฉะนั้นผู้หญิงที่ตัดสินใจว่าจะเป็นเมียน้อยจึงต้องคิดใคร่ครวญมากกว่าปกติอยู่สักหน่อย  ซึ่งส่วนมากเงื่อนไขที่หนุนให้ตัดสินใจอย่างนี้คือครอบครัวที่แตกแยก  ความใกล้ชิด  ปัญหาทางการเงิน  และอื่น ๆ แต่ก็มีเหมือนกันที่ไม่ได้คิดอะไรมากเพราะความไม่รู้ว่าฝ่ายชายมีเมียอยู่แล้ว  รู้ตัวอีกทีกลายเป็นเมียน้อยเขาแล้ว  ตอนนี้แหละครับที่ต้องคิดมาก ผมคิดว่าเมียน้อนรุ่นใหม่ที่มีชีวิตจริงอยู่นอกจอคงใช้ชีวิตไปตามปกติธรรมดาเจอกันที่ร้านขายส้มตำเราก็คงไม่รู้และคงไม่เหมือน  เรยา  ที่ตามราวีบ้านใหญ่นะครับ  ส่วนที่ไม่ปกติอาจจะเป็นการติดต่อกับฝ่ายชายนี่ล่ะครับ  ในกรณีที่ฝ่ายหญิงมีธุระอยากพูดคุยด้วยคงทำได้ไม่ถนัดนักยกเว้นว่าทำงานอยู่ที่เดียวกัน  ส่วนมากสองคนนี้เขาเจอกันอยู่แล้วล่ะครับในหนึ่งสัปดาห์  มีอะไรคงต้องรอตอนนั้น หมายเหตุจากผู้เขียน  เรื่องราวสั้น ๆ ด้านบนเป็นการตั้งข้อสังเกตุ  มองจากคนที่อยู่ในวงนอก  ไม่ใช่จากประสบการณ์ (ฮา)