ความจริงหนังสือกรมส่งเสริมฯออกมาตั้งแต่วันที่ 30 สิงหาคมแล้ว ผมเห็นว่าน่าสนใจเลยนำมาเล่าให้ฟังครับ
ทางจังหวัดศรีสะเกษทำหนังสือหารือการจ่ายเบี้ยยังชีพคนพิการตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลไปถึงกรมส่งเสริมฯ และหนังสือตอบจากกรมฯก็ออกมาแล้วคือฉบับนี้ เรื่องมันเป็นอย่างนี้ครับ
นางสาวพวงผกา เป็นคนพิการอยู่ตำบลโพธิ์ชัยและได้รับเบี้ยยังชีพคนพิการจาก อบต.โพธิ์ชัย(ตามระเบียบปี 48) ต่อมาเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2553 ได้ย้ายมาอยู่ที่ตำบลรังแร้ง แล้วก็ได้มาขอลงทะเบียนและขอรับเงินเบี้ยความพิการกับ อบต.รังแร้ง เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2553(ตามระเบียบปี 53)
ทาง อบต.รังแร้งก็ได้จ่ายเงินเบี้ยความพิการให้กับ นางสาวพวงผกา ตั้งแต่เดือนเมษายน 2553 จนถึงเดือนกรกฎาคม 2553 โดยที่ไม่รู้ว่า อบต.โพธิ์ชัยก็จ่ายเบี้ยความพิการให้กับนางสาวพวงผกาเหมือนกัน เป็นการจ่ายเบี้ยความพิการซ้ำซ้อนกัน
พอ อบต.ทราบเรื่องก็ปรึกษากับอำเภอ อำเภออุทุมพรพิสัยและจังหวัดศรีสะเกษมีความเห็นว่านางสาวพวงผกา ขาดคุณสมบัติที่จะรับเบี้ยความพิการ(ตามระเบียบปี 48)จาก อบต.โพธิ์ชัย ตั้งแต่วันที่ 18 มกราคม 2553 ที่ได้ย้ายออกจากเขตพื้นที่ตำบลโพธิ์ชัย และจะต้องเรียกเงินคืนตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ถึงเดือนกรกฎาคม 2553
ส่วนการรับเบี้ยฯจาก อบต.รังแร้งนั้นถือว่าถูกต้องแล้ว จึงได้ทำหนังสือหารือไปกรมส่งเสริมฯ ว่าเข้าใจอย่างนี้ถูกต้องหรือไม่ รายละเอียดหาอ่านได้ที่หนังสือราชการกรมส่งเสริมฯครับ
ผมเชื่อว่ากรณีอย่างนี้มีไม่น้อย มีทั้งกรณีผู้พิการไม่รู้ระเบียบจริง ๆ ไม่มีผู้ดูแลก็อาจย้ายตามผู้ดูแลไป ไม่ทราบผลมันจะเป็นอย่างนี้ เขาจ่ายเงินมาก็รับไว้ก่อน ไม่แจ้ง ไม่บอก บางทีเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบไม่รู้หรอกครับว่าใครย้ายออกไปแล้ว ใครย้ายเข้ามา
และผู้พิการบางคนรู้ทั้งรู้ว่าระเบียบเป็นยังไงแต่แกล้งไง่ซะงั้น อยากได้เบี้ยสองทาง กว่าจะรู้ก็ปาเข้าไปเป็นแสนแล้ว