ในการทำงานเรามักจะเดินตามกันมาเป็นแถว  คนที่อยู่ข้างหน้า  เขาคือหัวหน้า  หรือรุ่นพี่  เขาคือผู้ที่ได้เห็นได้สัมผัสประสบการณ์บนเส้นทางสายนี้ก่อนคนที่อยู่ข้างหลัง  เมื่อคนที่อยู่หน้าสุดพบกองขี้หมา  เขาหันกลับมาบอกว่า  ให้ระวัง  ให้เดินอ้อม  หรือก้าวข้ามไป

ถ้าหากว่ารุ่นน้องที่อยู่ข้างหลังไม่เชื่อล่ะ  เพราะฉันโตพอแล้ว  ไม่ต้องมาสอน  ฉันพิจารณาเองได้  พิจารณาไปพิจารณามาบางครั้งอาจต้องพิสูจน์ด้วยการชิมดูว่ามันเป็นขี้หมาจริงมั้ย  พอพิสูจน์แล้วว่ามันจริงถึงหันไปบอกรุ่นน้องที่อยู่ข้างหลังว่า  เออ…นี่กองขี้หมานะ  ให้ระวัง  ให้เดินอ้อม  หรือก้าวข้ามไป

เชื่อเถอะว่ามันต้องมีคนต้องการพิสูจน์อีกว่า  ที่คนข้างหน้าพูดนั้นน่ะมันจริงมั้ย

แล้วถ้าเรามีแค่คนที่อยู่ข้างหน้า  เวลาเขาเจออะไรไม่ชอบมาพากลเขาไม่บอกเราล่ะ  จะด้วยจุดประสงค์อยากให้เราเหยียบมันหรืออะไรก็แล้วแต่  มันอาจจะทำให้เราเหยียบขี้หมากองนั้นจริงๆ  และเราคงหาทางเช็ดออกเองในระหว่างที่เดินไปด้วยความยากลำบาก  แล้วเราก็รักษาระยะห่างของเรากับรุ่นพี่หรือหัวหน้าคนนั้น  ไม่เดินชิดมากเพื่อจะได้รู้ว่ามีขี้หมาอีกกองมั้ย  ถ้าเจอเราจะหันไปบอกคนข้างหลังเรามั้ยว่ามีกองขี้หมาอยู่ข้างหน้า

เราจะเก็บความคับแค้นใจนี้ไว้อยากให้คนข้างหลังเจอเหมือนเราบ้าง  คนที่อยู่ด้านหลังเราก็จะเป็นเหมือนเราที่เคยเป็น  มันก็จะวนเวียนอยู่อย่างนี้

การที่เราเรียนรู้จากประสบการณ์ของผู้อื่น  แล้วก็ปฏิบัติตามแนวทางของผู้ประสบความสำเร็จ  มันก็คงดีกว่าการลองผิดลองถูกค้นหาแนวทางวิธีการของตัวเอง  แม้ว่าการลองผิดลองถูกนั้นมันทำให้เราเรียนรู้อะไรหลายอย่างเพิ่มขึ้นมา

เพื่อนสมาชิกชมรมพัฒนาชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (แห่งประเทศไทย) หลายคนเดินตามคนที่อยู่ข้างหน้าอย่างประธานและคณะกรรมการบริหารชมรมฯ ด้วยความเชื่อมั่น  หลายคนเดินตามด้วยความลังเล  ในขณะที่อีกหลายคนรอพิสูจน์ความชัดเจนก่อนว่ามันจะเป็นจริงตามนั้นมั้ย

อย่าถึงขั้นชิมขี้หมาเลยนะครัช

nengneng

nengneng

นักพัฒนาชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
รองประธาน ชมรมพัฒนาชุมชนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (แห่งประเทศไทย)
ลูกของแม่ และเพื่อนของท่าน
nengneng

comments

comments