ผมไม่ได้จะมาเล่าเรื่องการเมืองอะไรหรอกครับ  เรื่องที่ผมอยากจะพูดถึงยังอยู่ในแวดวงของงานพัฒนาชุมชนของเรานี่แหละพี่น้อง  และ สว. ที่ผมพูดถึงก็หมายถึง “สูงวัย” ซึ่งก็คือผู้สูงอายุที่บรรดานักพัฒน์ทั้งหลายคุ้นเคยกันดีไงล่ะครับ

เพื่อนนักพัฒน์หลายคนที่ได้ไปร่วมโครงการเสริมสร้างเครือข่ายงานพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุของ อปท.ครั้งที่ผ่านมาคงได้ยินวิทยากรหลายท่านพูดถึงเรื่องสถานการณ์ของผู้สูงอายุในประเทศไทยของเราว่ามันเป็นลักษณะพีระมิดกลับหัวแล้ว  คือคนสูงวัยจะมีจำนวนมากขึ้น  คนเกิดน้อยลง  ถ้าเทียบกับประเทศใน AEC ด้วยกันเนี่ย  ไทยเราอยู่เกือบบ้วยนะครับในเรื่องการมีลูก (ถึงแม้จะมีข่าวบ่อยว่าวัยรุ่นท้องก่อนแต่งเยอะแต่ในภาพรวมยังไม่มาก)

ตั้งแต่ปี 2546 แล้วล่ะครับที่สัดส่วนของผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตามความก้าวหน้าทางด้านสาธารณสุข  และในปี 2563 – 2565 ผู้ที่มีอายุเกิน 60 ปีจะมีจำนวนเท่ากับผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปี  พูดง่าย ๆ คือ  ผู้สูงอายุจะมีจำนวนเท่ากับเด็ก  ในปี  2565  หลังจากนั้นประเทศไทยของเราจะเข้าสู่ยุค ผู้เฒ่าครองเมือง

เมื่อถึงตอนนั้นพี่น้องคิดว่าประเทศไทยเราจะใช้งบประมาณในการดูแลผู้สูงอายุเท่าไรครับ  เอาง่าย ๆ นะ  ตอนนี้ท้องถิ่นคุณมีผู้สูงอายุเท่าไร  งบประมาณเบี้ยยังชีพเท่าไร  งบจัดงานรดน้ำดำหัวเท่าไร  งบอบรมอย่างอื่นอีกเท่าไร  งบประมาณด้านสาสุขอีกเท่าไร  แล้วคิดต่อว่าอีกสิบปีข้างหน้าจะเพิ่มเป็นเท่าไร  คิดแค่เบี้ยยังชีพอย่างเดียวก็มากโขแล้วครับ  ยิ่งประชาชนบ้านเราชอบของฟรีแต่ไม่ชอบออมกันอยู่

นี่เรายังไม่ได้คิดไปถึงแวดวงอุตสาหกรรมเลยนะครับที่คนหนุ่มสาววัยแรงงานมีไม่พอแล้วจะเกิดอะไรขึ้น  อย่าบอกนะว่าเมื่อนั้นเราเข้าสู่ AEC แล้วเลือกแรงงานได้ตามบายน่ะ  ที่เป็นอย่างนี้เพราะคนครองตัวเป็นโสดเยอะขึ้น  หรือถึงแต่งงานแล้วไม่นิยมมีลูก  จะบอกว่าเห็นแก่ตัวได้หรือเปล่าเนี่ย (ฮา)

nengneng

nengneng

นักพัฒนาชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
รองประธาน ชมรมพัฒนาชุมชนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (แห่งประเทศไทย)
ลูกของแม่ และเพื่อนของท่าน
nengneng

comments

comments