กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในสมัยที่ผมจบการศึกษาใหม่ ๆ ได้เข้าไปคลุกฝุ่น อาบแดด แถวนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด และนิคมอื่น ๆ อีกหลายแห่งในจังหวัดระยอง และชลบุรี ความรู้สึกในตอนนั้นตื่นเต้นจังเลยที่จะได้เห็นทะเล ดีใจตามประสาคนบ้านนอก ลูกอีสานที่เกิดมาไม่เคยเห็นทะเลกับเขาเลย นอกจากจะได้เห็นทะเลแล้วยังจะได้เล่นน้ำทะเลอีก แล้วยังมีความภูมิใจที่มีส่วนในการก่อร่างสร้างเศรษฐกิจในมาบตาพุด รัฐบาลบอกกับชาวบ้านว่าเราจะเป็นเสือ เราจะเป็นนิค ด้วยวัยที่กำลังคะนอง ไม่มองไปถึงหรอกครับอนาคต
เพื่อน เอ มาบตาพุด เล่าให้ฟังว่าในตอนนี้ อากาศ น้ำ เต็มไปด้วยสารเคมี เคยถามเพื่อน เอ มาบตาพุด ว่าทำไมไม่ย้ายออกไปที่อื่น ยังไงซะเพื่อนก็เป็นข้าราชการ ย้ายไปที่ไหน อยากไปภาคไหน ที่ไหน ได้อยู่แล้ว ย้ายไปได้ง่ายกว่าคนที่ทำงานภาคอุตสาหกรรมอยู่แล้ว แต่เพื่อน เอ บอกว่าพ่อ แม่ ไม่ยอมไปไหน จะยกเหตุผลว่าอย่างไรก็ไม่ยอมท่าเดียว ก็เลยไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร ทนมันไปอย่างนั้น อยู่กันไปอย่างนั้น อนาคตจะเป็นอย่างไร ตอนนี้ยังไม่รู้ ชาวบ้านอยากมีชีวิตที่ปลอดภัย คนอุตสาหกรรมก็กลัวนักลงทุนถอนตัวจากมาบตาพุด
ผมเชื่อว่าคนระยอง และแถว ๆ นั้นที่มีโรงงานอุตสาหกรรมอยู่ในพื้นที่ อยากที่จะหายใจอย่างเต็มปอด ยังอยากที่จะมีน้ำกิน น้ำใช้ อย่างปลอดภัย ยังอยากไปเดินเล่นบนชายหาดแบบเดิม ๆ ด้วยเท้าเปล่า ยังอยากที่จะกินผัก กินปลาที่ปลอดจากสารเคมี และยังอยากที่จะมีชีวิต ความเป็นอยู่ในแบบเดิม ๆ เพียงแต่เพิ่มอุตสาหกรรมเข้าไปให้มันพอดี พอดี ให้มันสมดุลกับความเป็นอยู่ของชุมชน ตอบตามประสาเหน่งเหน่งบล็อกก็ต้องบอกว่า สิ่งแวดล้อมดี มีโรงงาน
โรงงานอุตสาหกรรมมีได้ แต่ต้องรักษาสิ่งแวดล้อมด้วย ประเทศไทยของเราไม่มีตรงกลางครับ ไม่มีแบบพอดี พอดี ไม่มีแบบพอเพียง มีแต่สุด ๆ ไปข้างหนึ่งเลย ส่วนมากจะเป็นข้างที่ไม่ค่อยดีซะมากกว่า ดีนะที่เหน่งเหน่งบล็อกถอยออกมาอยู่ที่อุดรซะก่อน ตอนนี้ก็ยังแก้ไขได้นะครับ แต่ว่าต้องมีความจริงใจต่อกันก่อน ต้องจริงใจเท่านั้นถึงจะแก้ได้ ไม่ใช่ปากพูดอย่างหนึ่ง แต่มือทำอีกอย่างหนึ่ง ถ้าทำอย่างนั้นไปหาดาวดวงใหม่อยู่ได้เลย
