Tweetก่อนหน้านี้นานมากแล้ว ก่อนที่จะมีการกระจายอำนาจให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ต่อไปนี้ผมจะเรียกย่อ ๆ ว่า อปท.) การสงเคราะห์เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ อยู่ในความดูแลของกรมประชาสงเคราะห์
ผู้สูงอายุที่ได้รับเบี้ยยังชีพต้องเป็นผู้ที่มีรายได้น้อย ไม่พอแก่การยังชีพ หรือถูกทอดทิ้ง ขาดผู้อุปการะเลี้ยงดู หรือไม่สามารถที่จะประกอบอาชีพเลี้ยงตัวเองได้ ในตอนนั้นผู้สูงอายุได้รับเบี้ยยังชีพคนละ 300 บาทต่อเดือน
ต่อมา เมื่อมีแผนปฏิบัติการกำหนดขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่ อปท. พ.ศ.2545 กำหนดให้กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ (ประชาสงเคราะห์เดิม) ถ่ายโอนภารกิจการสงเคราะห์เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุให้ อปท. และยังใช้ระเบียบเดิมอยู่ คือจ่ายเดือนละ 300 บาท
ในปี 2548 ได้มีการประกาศใช้ระเบียบกระทรวงมหาดไทยแทนระเบียบกรมประชาสงเคราะห์เดิม แล้วให้ อปท. เป็นผู้คัดเลือกผู้สูงอายุที่มีคุณสมบัติเหมาะสม โดยเบี้ยที่ได้รับส่วนหนึ่งมาจากเงินอุดหนุนของรัฐบาล ส่วนหนึ่งมาจากเงินรายได้ของ อปท. เอง
เมื่อให้ อปท. เป็นผู้คัดเลือกผู้สูงอายุมารับเบี้ยยังชีพ ปัญหามันก็เกิดขึ้นสิครับเจ้านาย เมื่อมีการคัดเลือกผู้สูงอายุมารับเบี้ยยังชีพไม่เป็นไปตามระเบียบ เล่นพรรคเล่นพวก และมีบาง อปท.จ่ายได้มากกว่า 500 บาง อปท.จ่ายได้แค่ 300 ทำให้เกิดการเปรียบเทียบกันใน อปท.ที่อยู่ใกล้กัน
ต่อมารัฐบาลมีนโยบายให้สิทธิเท่าเทียมกันแก่ผู้สูงอายุทุกคน เกิดโครงการหลักประกันรายได้ผู้สูงอายุ ทำให้มีการจ่ายเบี้ยยังชีพ 2 ลักษณะ คือจ่ายตามระเบียบปี 48 ให้ผู้สูงอายุที่ยากจน และจ่ายตามระเบียบปี 52 ให้ผู้สูงอายุทุกคน
ล่าสุด…ได้มีระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2552 มาใช้บังคับแล้ว เป็นระเบียบกลางแบบเดียวในตอนนี้
