เบี้ยยังชีพ : ใบรับรองแพทย์ผู้ป่วยเอดส์

0003

ช่วงสองสามสัปดาห์มานี้ เพื่อนสมาชิกชมรมพัฒนาชุมชนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (แห่งประเทศไทย) สอบถามเรื่อง เบี้ยยังชีพ กรณีของผู้ป่วยเอดส์ซึ่งได้ใบรับรองแพทย์มา แต่ในใบรับรองแพทย์ที่ได้มานั้น คำวินิจฉัยของแพทย์ไม่ได้ระบุว่า โรคเอดส์ เพื่อนๆ เลยสงสัยว่า สามารถจ่าย เบี้ยยังชีพ ได้มั้ย

ผมตอบได้ทันทีว่า เราไม่สามารถจ่ายเงินเบี้ยยังชีพให้ผู้ป่วยเอดส์รายนี้ได้ แล้วก็ถามเพื่อนๆ ไปว่า แพทย์ได้เขียนคำวินิจฉัยว่ายังไง ซึ่งที่เพื่อนตอบมามีแตกต่างกันไปนะครับ ไม่ว่าจะเป็น HIV บ้าง ภูมิคุ้มกันบกพร่อง บ้าง หรืออื่นๆ ก็มี และเพื่อนเหล่านั้นก็ได้แนะนำผู้ป่วยให้กลับไปหาแพทย์ใหม่อีกครั้ง พอกลับมาก็เหมือนเดิม

ผมได้แนะนำเพื่อนๆ ไปว่า ให้พวกเรา (หมายถึงนักพัฒนาชุมชน) ไปพบแพทย์ผู้ตรวจเลยครับ ถือใบรับรองแพทย์และระเบียบปี 48 ไปด้วยและแจ้งว่าเราเป็นเจ้าหน้าที่ที่รับคำขอเบี้ยยังชีพผู้ป่วยเอดส์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ถ้าจะเอาเท่ก็โชว์บัตรข้าราชการในซองหนังเหมือนในหนังอ่ะครับ…ฮา) แล้วอธิบายต่อว่าระเบียบปี 2548 เขาบอกไว้ว่ายังไง และปิดด้วยคำถาม สรุปนาย/นาง…เป็นเอดส์มั้ย

ถ้าแพทย์บอกว่า คนนี้เป็นเอดส์ก็ให้เขาออกใบรับรองแพทย์ให้ใหม่ หรือออกเป็นหนังสือก็ได้ หรือเราทำหนังสือถือไปด้วยให้เขาเซนต์ให้ ถ้าเขาไม่ทำให้ก็คุยเล่นกับเขาอยู่นั่นแหละครับ (แนะนำไปตอนบ่าย) เราอาจได้รู้อะไรอีกมาก ออกจากพื้นที่ไปคุยกับคนรอบๆ พื้นที่บ้าง มันจะทำให้เรารู้เรื่องอะไรดีๆ อีกเยอะมาก ขอบอก

เบี้ยยังชีพ : ทำไมต้องไปอบรมเบี้ยยังชีพ

1770

นักพัฒนาชุมชนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหลายคนล้วนเคยถูกเพื่อนร่วมงานในตำแหน่งอื่นๆ พูดถากถางให้ได้ยินอยู่เสมอว่า “นักพัฒน์ไม่ทำไรหรอก มีหน้าที่แค่จ่ายเบี้ยเท่านั้น” ทำความเจ็บซ้ำให้กับบรรดานักพัฒน์ทั้งหลายเป็นอย่างมาก ในขณะเดียวกันเมื่องมองในอีกมุมนักพัฒน์บางคนมันก็เป็นอย่างที่เขาว่าจริงๆ ซึ่งนั่นจะมาเหมารวมว่าเป็นนักพัฒนาชุมชนทั้งหมดในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่ได้

งานทุกงาน หน้าที่ทุกหน้าที่ย่อมมีความสำคัญเหมือนกันหมด งานจ่ายเงินเบี้ยยังชีพก็เหมือนกัน กว่าจะดำเนินการมาถึงขั้นตอนนำเงินไปถึงมือผู้รับเบี้ยยังชีพ เราได้ทำอะไรบ้างผมเชื่อว่าตำแหน่งอื่นไม่มีใครรู้ หรือแม้กระทั่งนักพัฒน์เองเนี่ยรู้บ้างมั้ยว่ากระบวนการของงานจ่ายเงินเบี้ยยังชีพเป็นยังไง เมื่อท่านตอบว่ารู้แล้วอธิบายได้มั้ยว่าทำแบบไหนยังไง

เคยมีเคสที่น่าศึกษาเคสหนึ่ง กรณีการจ่ายเงินเบี้ยยังชีพ เมื่อ อปท.แห่งหนึ่งได้รับงบประมาณสำหรับเบี้ยยังชีพมาไม่พอ เหตุเพราะคนที่ได้รับมอบหมายให้ทำงานแทนนักพัฒน์ (ซึ่งได้ย้ายไปที่อื่นแล้ว) เข้าใจว่างานของนักพัฒนาชุมชนมีเพียงแค่จ่ายเบี้ยยังชีพเท่านั้น พอได้มาเจอกับตัวเองเป็นไงล่ะ เรียกว่างานนี้โยนกันจนแทบไม่อยากรับเลยล่ะ

ตัวนักพัฒนาชุมชนเองก็คิดว่า เรื่องแบบนี้มันเป็นเรื่องง่ายๆ ซึ่งความจริงมันไม่ง่าย มันมีเคสให้เราได้ศึกษาเรียนรู้กันอีกเยอะ ผู้รับเบี้ยบางคนเขารู้ระเบียบดีนะครับ เคยมีมาแล้วที่คนพิการฟ้อง อบต.เพราะนักพัฒน์เสนอเรื่องหานายกให้ตัดเบี้ยยังชีพเขาเพราะเขาเป็นข้าราชการบำนาญ อย่าทำเป็นเล่นไป

เรื่องระเบียบการจ่ายเงินเบี้ยยังชีพทั้งสามฉบับมันอ่านกันเองได้ (แต่จะอ่านหรือเปล่า..บ่อฮู้) ส่วนเรื่อง วิธีการงบประมาณ การจัดสรรงบประมาณเบี้ยยังชีพแบบใหม่ หรือแม้กระทั่ง ระบบสารสนเทศเบี้ยยังชีพ ที่จะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นนี่ ต้องมาฟังครับ ต้องเถียงกับนายก ต้องเถียงกับปลัดแล้วล่ะว่า ถึงจะเคยไปแล้วแต่อะไร อะไรมันเปลี่ยนแปลงไปแล้วน้า หลายสิ่งหลายอย่างมันไม่เหมือนเดิมแล้ว ให้ผม/หนูไปเหอะ อุบลใกล้ๆ เอง กลับมาจะซื้อขนมมาฝาก นะ นะ น้าาาา

สมาชิกชมรมพัฒนาชุมชนถามไปอบรมต้องที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นเท่านั้นหรือ

1769

วานนี้ @ชัชวาล วงศ์สวรรค์ ประธานชมรมพัฒนาชุมชนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (แห่งประเทศไทย) โพสข้อความลงบนเฟชบุ๊คเรื่องที่มีสมาชิกชมรมพัฒนาชุมชนฯ และเพื่อนนักพัฒน์ที่ไม่ได้เป็นสมาชิกชมรมฯ สอบถามมาว่า ที่ชมรมพัฒนาชุมชนฯ ร่วมกับมหาวิทยาลัยศิลปากร จัดอบรมหลักสูตร “กลยุทธ์การบริหารสวัสดิการสังคมและกองทุนชุมชน” ที่ปี 2558 นี้จัดขึ้นจำนวน 4 ครั้ง 4 รุ่นที่อุบลราชธานี สงขลา เชียงใหม่ กรุงเทพ และจะประเดิมครั้งแรกแฮกหมานที่จังหวัดอุบลราชธานีในวันที่ 22-24 พฤษภาคม 2558 ที่โรงแรมสุนีย์ แกรนด์ โฮเต็ล นี้นั้น สตง.เรียกเงินคืนจริงป่าว

ผมเชื่อว่าคนที่ถามมาทราบอยู่แล้วล่ะครับว่า กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นได้ทำข้อตกลง MOU กับหลายมหาวิทยาลัยในการให้จัดอบรมให้กับบุลากรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในความรู้ด้านต่างๆ ซึ่งมหาวิทยาลัยศิลปากรก็เป็นหนึ่งในนั้นที่ได้ทำ MOU กับกรมส่งเสริมฯมาตั้งแต่ปี 2547 และมหาวิทยาลัยศิลปากรก็เป็นมหาวิทยาลัยของรัฐครับพี่น้อง ท่านสามารถเบิกค่าลงทะเบียนได้ แต่ถามมาเพื่อความแน่ใจ เพราะขออนุญาตมามักจะได้คำตอบมาว่า สตง.จะเรียกเงินคืนนะถ้าไปของศิลปากร

เมื่อได้รับคำตอบจากประธานชัชอย่างนี้แล้ว ท่านก็ไปขออีกรอบได้ครับ ยังมีอีกสามที่ที่พร้อมให้ความรู้ในเรื่อง “กลยุทธ์การบริหารสวัสดิการสังคมและกองทุนชุมชน” ไม่ว่าจะเป็นที่โรงแรมลีการ์เด้น พลาซ่า หาดใหญ่ จังหวัดสงขลาในวันที่ 29-31 พฤษภาคม 2558 ที่โรงแรมโลตัส ปางสวนแก้ว จังหวัดเชียงใหม่ในวันที่ 5-7 มิถุนายน 2558 และที่โรงแรมเอส.ดี. อเวนิว ปิ่นเกล้า กรุงเทพมหานครในวันที่ 12-14 มิถุนายน 2558 นี้ ที่สำคัญคือ คุณขออนุญาตปลัดขอนายกมาอบรมให้ได้ และอยากบอกว่า ปีนี้มี 4 รอบแค่นี้เท่านั้นจริงๆ วันนี้แค่นี้ก่อน อ้อ อย่าลืมอ่านข้อความตามภาพประกอบนะครับ

เบี้ยยังชีพ : เงินสงเคราะห์เพื่อการยังชีพ

1768

ตอนแรกตั้งใจจะเขียนเรื่อง ความเป็นมาของเบี้ยยังชีพ แต่กลัวว่าเรื่องนั้นมันจะบอกอายุคนเขียนเลยต้องพับโครงการไป (แหม แถไปได้เรื่อย ความจริงผมไม่แม่นข้อมูลน่ะครับ) ผมเลยขอเล่าเรื่องเบียยังชีพในสมัยที่ใช้ระเบียบปี 2548 เลยละกันครับ ก่อนจะไปเรื่องอื่นๆ ในโพสต่อๆ ไป

เอาเป็นว่าเรามาทบทวนเรื่องนี้ไปด้วยกันนะครับ ก่อนหน้านี้เบี้ยยังชีพเราใช้ ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการจ่ายเงินสงเคราะห์เพื่อการยังชีพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2548 ในการจ่ายเงินเบี้ยยังชีพทั้งผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ป่วยเอดส์ โดยระเบียบกำหนดคุณสมบัติของผู้ที่มีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์นี้คือ

หนึ่ง.มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตพื้นที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

หนึ่ง.มีรายได้ไม่เพียงพอแก่การยังชีพ หรือถูกทอดทิ้ง หรือขาดผู้อุปการะเลี้ยงดู หรือไม่สามารถประกอบอาชีพเลี้ยงตนเองได้

ถ้ามีผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ป่วยเอดส์ มีคุณสมบัติเบื้องต้น (ตามสองข้อด้านบน) เหมือนกัน ให้ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนกว่า หรือผู้ที่มีปัญหาซ้ำซ้อน หรือผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกลทุรกันดารยากต่อการเข้าถึงบริการของรัฐ เป็นผู้ที่ได้รับการพิจารณาก่อน

นั่นหมายความว่า แต่ละหมู่บ้านจะต้องจัดประชุมประชาคมภายในหมู่บ้าน เพื่อทำการคัดเลือกผู้มีคุณสมบัติตรงตามระเบียบ แล้วก็จัดเรียงลำดับความจำเป็นด้วย แล้วก็นำรายชื่อมาจัดทำบัญชีผู้มีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์ ปิดประกาศไว้สิบห้าวัน ถ้าไม่มีคนคัดค้านก็เสนอผู้บริหารอนุมัติต่อไป ซึ่งกระบวนการในการประชาคมนี่แหละครับที่มักจะเกิดปัญหา หลายหมู่บ้านที่ผมรู้จักเสนอชื่อผู้ที่ทำประโยชน์ให้หมู่บ้านก่อน เราก็เลยได้ยินว่าคนที่ได้ลำดับแรกๆ มักจะมีความเกี่ยวพันกับผู้นำหมู่บ้าน

ผมเชื่อว่านักพัฒนาชุมชนหลายท่านทันระเบียบนี้ และหลายท่านก็โดนต่อว่าต่อขานจากชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจากการประชาคมคัดเลือกเพื่อจัดลำดับขึ้นบัญชีในหมู่บ้าน เหตุเพราะไม่ใช่ญาติ อบต.บ้าง ไม่ใช่ญาตินายกบ้าง ไม่ใช่ญาติผู้ใหญ่บ้านบ้าง ซึ่งต้องยอมรับว่า บางครั้ง บางแห่ง บางหมู่บ้านเป็นอย่างที่เขาว่าจริง แต่ก็มีอีกหลายหมู่บ้าน ในหลาย อปท.ที่ชาวบ้านประชาคมแล้วได้คนที่ตรงตามระเบียบจริงๆ

สอบท้องถิ่นอุดรธานีพบพิรุธ

1767

เมื่อสักครู่ที่ผ่านมาปลัดศักดิพงศ์  ธรรมอาชวกุล  ประธานสมาพันธ์ปลัดเทสบาลแห่งประเทศไทย ได้โพสเฟชบุ๊คส่วนตัว @ศักดิพงศ์  ธรรมอาชวกุล เป็นภาพข่าวจากหนังสือพิมพ์มติชนฉบับวันนี้ (15 พฤษภาคม 2558) โดยมีข้อความพาดหัวข่าวที่น่าสนใจว่า “พบพิรุธสอบบรรจุ ขรก.อุดร”

ตามข่าวในหนังสือพิมพ์มติชนฉบับนี้ก็ท่านปลัดแหละครับเป็นคนให้ข่าวในฐานะ ก.กลาง คณะกรรมการตรวจสอบกระบวนการสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่นที่จังหวัดอุดรธานี ตามคำสั่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

เนื้อหาของข่าวบอกว่า “จากการตรวจสอบพบว่า หน่วยงานกลางในการจัดสอบมีลักษณะกระทำในนามบุคคล ไม่ได้กระทำในนามหน่วยงานของรัฐ ตั้งแต่เริ่มทำข้อตกลงระหว่าง อปท.กับโรงเรียนอนุบาลแห่งหนึ่ง ผู้บริหารโรงเรียนทำในนามส่วนตัว บุคลากรครูในโรงเรียนไม่ทราบผลการดำเนินการ และการทำสัญญาในการจัดสอบกับ อปท.แต่ละแห่งจะใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัว มีการจัดหาคณะกรรมการดำเนินการสอบ การออกข้อสอบ และการตรวจกระดาษคำตอบ แต่ละ อปท.จะมีคณะกรรมการออกข้อสอบ และตรวจข้อสอบ 3-5 คน”

ท่านปลัดศักดิพงศ์ยังได้ให้สัมภาษณ์เพิ่มว่า “สำหรับการออกข้อสอบจะใช้ อปท.เป็นสถานที่ออกข้อสอบ โดยเป็นหน่วยงานจัดหาเครื่องถ่ายเอกสารพร้อมทั้งกระดาษเพื่อใช้ในการผลิตข้อสอบ อปท.บางแห่งใช้เจ้าหน้าที่ อปท.เป็นผู้ถ่ายเอกสารสำเนาข้อสอบ ขณะที่ผู้เกี่ยวข้องอ้างว่า มีระบบรักษาความปลอดภัยจากเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาดูแลสถานที่ แต่ไม่มีหลักประกันด้านความโปร่งใส และเป็นที่น่าสังเกตว่า การจัดสอบที่จังหวัดอุดรธานีมีการกระทำเป็นกระบวนการ มีผู้มีอิทธิพลอยู่เบื้องหลัง ส่วนนายก อปท.หรือหน่วยงานดำเนินการจัดสอบเป็นเพียงตัวประกอบเพื่อให้ครบกระบวนการสอบเท่านั้น”

นอกจากนี้ นายศุภสัณห์ หนูสวัสดิ์ อดีตประชาสัมพันธ์คณะกรรมการดำเนินการสอบแข่งขันเพื่อสรรหาบุคคลเข้ารับราชการท้องถิ่น (กสถ.) กล่าวว่า “ปัญหาการทุจริตการสอบบรรจุ อปท.เป็นหลุมดำที่สร้างความเสื่อมเสียในระบบการบริหารบุคคลของท้องถิ่น และผู้บริหารท้องถิ่นไม่สามารถทำได้โดยลำพัง ขณะที่ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้กำกับดูแล ผู้ทรงคุณวุฒิใน ก.จังหวัดให้ความร่วมมือ และในฐานะที่ทำหน้าที่ ก.กลาง และ กถ.เรื่องนี้ต้องดำเนินการเอาผิดทั้งหมด อย่าลูบหน้าปะจมูก ขอให้ คสช.ใช้ ม.44 ดำเนินการทันที ต้องลงโทษทั้งผู้ให้ ผู้รับสินบนในการซื้อขายตำแหน่ง เพราะร่วมกันทุจริต แต่หากผู้เสียหายให้ข้อมูลที่สามารถเอาผิดกับบุคคลที่เกี่ยวข้องได้ควรกันไว้เป็นพยาน”

โปรดติดตามตอนต่อไปด้วยความระทึกในหัวใจในการประชุม ก.กลาง 25 พฤษภาคม นี้