ยิ่งหิวยิ่งสุขภาพดี

ยิ่งหิวยิ่งสุขภาพดีเหรอ แม้ผมไม่ได้ยินใครเขาพูดกันนักแต่ก็พอเข้าใจได้ ด้วยว่าผมได้ยินเรื่องอดเพื่อสุขภาพมาบ้าง ประมาณว่า ในหนึ่งสัปดาห์คนเราควรจะอดแบบไม่ทานข้าวปลาอาหารอื่นเลยนอกจากน้ำเปล่าและผลไม้ประเภทเดียวกันอย่างมะละกอ หรือมะม่วงทั้งวัน เขาบอกว่าเป็นการล้างพิษออกจากร่างกาย ผลที่ได้ตามมานอกจากน้ำหนักลดแล้ว ผิวพรรณยังดีอีกด้วย

ยิ่งหิวยิ่งสุขภาพดี เป็นชื่อหนังสือที่เขียนโดยหมอชาวญี่ปุ่นบอกเล่าเรื่องราวของสุขภาพที่ตัวเขาเองค้นพบว่า การลดน้ำหนักด้วยการทานวันละมื้อ และพบว่าความหิวเป็นกระบวนการที่ทำให้ร่างกายคนเราซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ

เขาบอกว่าเขาทานอาหารวันละมื้อเมื่อเขาอายุ 45 ปีเพราะปัญหาเรื่องสุขภาพ ตอนเขาอายุ 37 เขาหนัก 77 กิโลกรัมและเมื่ออายุ 57 ปี (หลังจากที่ทานวันละมื้อมาสิบสองปี) เขาหนัก 62 ความดันโลหิตเท่ากับคนอายุ 26 ปีอายุมวลกระดูกเท่ากับคนอายุ 28 ปี และสมองมีอายุเท่ากับคนอายุ 38 น่าสนมั้ยล่ะ

คุณหมออธิบายทางวิทยาศาสตร์ไว้อย่างนี้ครับ ปากทางเข้าลำใส้เล็กจะมีเซ็นเซอร์เตรียมรอรับของกินอยู่ ถ้าไม่มีอาหารลงมาซะที ลำใส้เล็กจะรีบหลั่งฮอร์โมนสำหรับย่อยอาหารโมลิตินออกมา ทำให้กระเพาะอาหารบีบตัวเพื่อส่งของกินที่อาจจะตกค้างอยู่ในกระเพาะอาหารเข้าไปลำใส้เล็ก การบีบตัวเมื่อหิวนี้จะเป็นตัวการของอาการท้องร้อง

เมื่อกระเพาะรู้ตัวว่าหิวจะหลั่งฮอร์โมนเกรลินออกมาจากเยื่อบุกระเพาะ และออกฤทธิ์ไปที่สมองทำให้เกิดความอยากอาหาร ขณะเดียวกันก็จะออกฤทธิ์ที่ต่อมใต้สมองทำให้หลั่ง “ฮอร์โมนที่ทำให้กลับไปเป็นหนุ่มสาว” ออกมา หมอยังบอกอีกว่าเมื่อเราลดอาหารลง 40 เปอร์เซนต์จะทำให้อายุยืนขึ้น 1.5 เท่าแต่ท้องต้องร้อง

เมื่อรู้อย่างนี้แล้วต้องปล่อยให้ท้องร้องเพราะความหิววันละหลายครั้งแล้วล่ะครับ เริ่มด้วยการงดอาหารเย็นก่อนเป็นไงครับ คลิกอ่านรายละเอียดที่นี่

ลดความอึดอัดนะ ไม่ใช่ลดน้ำหนัก

5 เดือนที่ผ่านมาตั้งแต่กรกฎาคมปีที่แล้ว ผมเคยบอกว่า เมื่อจะลดน้ำหนักต้องทำยังไงบ้าง และตั้งใจไว้ด้วยว่า ตัวผมเองก็จะลดอาหารให้ได้ปริมาณแคลอรี่ไม่เกิน 2800 ในแต่ละวัน โดยใช้วิธีกะเอาจากข้าวกะเพราหนึ่งจานที่มีแคลอรี่ประมาณห้าร้อยกว่าๆ ตีไปซะ 600 และก๋วยเตี๋ยวชามหนึ่งน้อยกว่านั้นครึ่งหนึ่งเป็นเกณฑ์ในการทานข้าวแต่ละมื้อ

ที่สำคัญคือขนมระหว่างมื้อให้งด ซึ่งไม่ได้เป็นปัญหาแต่อย่างใด เนื่องจากปกติผมก็ไม่ค่อยกินขนมอะไรอยู่แล้ว เหลือเพียงกาแฟนี่แหละครับที่ยังทานอยู่ช่วงเช้าแก้วหนึ่ง ช่วงบ่ายแก้วหนึ่ง วันไหนมีประชุมมากกว่านั้น (ฮา)

ด้วยผมตั้งใจไว้แล้วว่า ผมไม่ได้จะลดน้ำหนัก ผมเพียงแค่จะลดความอึดอัดลงเท่านั้นเอง คือเสื้อผ้าที่เคยใส่ได้มันเริ่มคับอ่ะครับ เลยตั้งใจเพียงแค่ให้ใส่เสื้อผ้าได้เหมือนเดิมก็พอแล้ว น้ำหนักไม่ลงหรือเพิ่มขึ้นก็ช่างหัวมัน เลยไม่ได้ซื้อตาชั่งมาคอยชั่งน้ำหนักในระหว่างลดปริมาณอาหาร แต่ถ้ามันเกิดลงก็ถือว่าเป็นกำไรไป

ผ่านไป 5 เดือนผลออกมาน่าพอใจนะครับ มันจะรู้สึกหิวมากก็ในช่วงสัปดาห์แรกๆ เท่านั้นเอง จะไม่หิวได้ไงล่ะครับ จากที่เคยทานข้าวมื้อละสองถึงสามจานลดลงเหลือเพียงจานเดียวแบบเกลี่ยๆ ให้เต็มจาน แต่พอผ่านไปได้แล้วมันก็จะชินเอง

เป็นกำลังใจให้สำหรับคนที่กำลังจะลดน้ำหนักอยู่ครับ ไม่มีอะไรยากเกินความสามารถของคุณอยู่แล้ว เดี๋ยวพรุ่งนี้จะมาเล่าเรื่องความหิวทำให้สุขภาพดีได้ เป็นอย่างไรติดตามพรุ่งนี้นะครับ ตอนนี้ไปก่อน สวัสดีครับ

รับบำเหน็จตกทอดเป็นรายเดือนสามารรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุได้หรือไม่

1641

มีนักพัฒนาชุมชนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ท่านหนึ่งถามไปที่สายตรง สถ.ว่า “ผู้สูงอายุ 59 ปี จะขอขึ้นทะเบียนผู้สูงอายุประจำปีงบประมาณ 2559 แต่เป็นผู้ได้รับเงินบำเหน็จตกทอดเป็นรายเดือนจากทายาท สามารถขอขึ้นทะเบียนรับเบี้ยยังชีพได้หรือไม่”

ที่เคยเห็นมา คำว่าเงินบำเหน็จตกทอดก็คือ เงินของลูกที่เป็นข้าราชการแต่ได้ตายไประหว่างรับราชการ ต้นสังกัดเลยจ่ายเป็นเงินบำเหน็จตกทอดแก่ทายาท แล้วก็ทยอยจ่ายให้เป็นรายเดือนด้วย (นี่เป็นเพียงแค่ตัวอย่างเท่านั้น ไม่ได้หมายความว่ากรณีนอกเหนือจากนี้ไม่ใช่บำเหน็จตกทอด)

ทีนี้หลาย อปท.ไปตีความว่าเป็นเงินของลูก มันไม่ใช่เงินของพ่อหรือแม่ เพราะพ่อแม่ไม่ได้รับราชการไม่ได้มีเงินเดือนอยู่แล้ว ถ้าลูกเขาไม่ตายก็คงไม่ได้เงินนี้ และอีกอย่างคือ คำว่าบำเหน็จ ไม่ใช่บำนาญ แม้จะเป็นการรับทุกเดือน ไม่รู้ว่าเนียนหรือเปล่า (ฮา) ทีนี้มาดูคำตอบของ สน.สส.กันครับ

คำตอบของ สน.สส.คือ “ถือว่าเป็นเงินอื่นใดในลักษณะเดียวกันกับ บำนาญ เบี้ยหวัด บำนาญพิเศษ ตามข้อ 6(4) ครับ”

1642

ข้อ 6(4) ของระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2552 อยู่ในหมวดที่ 1 คุณสมบัติของผู้มีสิทธิจะได้รับเงินเบี้ยยังชีพ บอกไว้ว่า “ไม่เป็นผู้ได้รับสวัสดิการหรือสิทธิประโยชน์อื่นใดจากหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้แก่ ผู้รับเงินบำนาญ เบี้ยหวัด บำนาญพิเศษ หรือเงินอื่นใดในลักษณะเดียวกัน ผู้สูงอายุที่อยู่ในสถานสงเคราะห์ของรัฐหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้ได้รับเงินเดือน ค่าตอบแทน รายได้ประจำ หรือผลประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นที่รัฐหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดให้เป็นประจำ ยกเว้นผู้พิการและผู้ป่วยเอดส์ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการจ่ายเงินสงเคราะห์เพื่อการยังชีพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2548″

ข้อทักท้วง สตง.มิใช่อาญาสิทธิ์

วานนี้ (21 มกราคม 2558) ได้มีผู้ใช้ชื่อ chatchai130520 ได้โพสในเว็บบอร์ดชุมชนคนท้องถิ่น ในหัวข้อ “ข้อทักท้วง สตง.มิใช่อาญาสิทธิ์ ต่างคนต่างทำหน้าที่” เข้าใจว่าเป็นการนำคำพูดหรือข้อเขียนของ ป.พิพัฒน์มาเล่าสู่กันฟัง ข้อความเป็นไปตามภาพประกอบนี้ครับ

1640

ผมได้ยินหลายคนพูดเกี่ยวกับ สตง.ก็อย่างนี้แหละครับ องค์กรที่จะตัดสินความผิดความถูกในขั้นตอนสุดท้ายคือ ศาลปกครอง อย่าเข้าใจผิดว่า พอ สตง.ทักท้วงแล้วนั่นคือผิด แต่ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นบางแห่ง (เป็นแค่บางท้องถิ่นและส่วนน้อยเท่านั้น) พอได้ยิน สตง.เรียกเงินคืน รีบไปหามา ไม่มีก็ไล่ไปยืม ข้อสังเกตุคือ ในกรณีที่เป็นอย่างนั้น บุคลากรในท้องถิ่นนั้นมักจะไม่ค่อยถูกกัน

จริงหรือไม่ ท่านเท่านั้นที่รู้ พรุ่งนี้เจอกันใหม่ครับ สวัสดีครับ

ใน 1 ปีคุณครูทำอะไรบ้าง รู้ยัง

1639

สวัสดีครับ พี่น้องนักพัฒนาชุมชนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่รักทุกท่าน วันนี้ขออนุญาตินำเรื่องคุณครูที่นักพัฒน์หลายคนอยากโอนไปเป็นอย่างเขาบ้างมาเล่าให้ฟังว่า ใน 1 ปีเนี่ย คุณครูเขาทำอะไรบ้าง

ข้อมูลนี้นำมาจาก สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน หรือ สสค.ซึ่งบอกถึงชีวิตของครูไทยใน 1 ปี น่าสนใจมากทีเดียว อย่างนี้ครับ

ใน 1 ปีเนี่ยมีวันเปิดเรียนทั้งหมด 200 วัน 

ครูต้องใช้เวลากับกิจกรรมภายนอกชั้นเรียนที่ไม่ใช่การเรียนการสอน เฉพาะวันธรรมดาถึง 84 วัน หรือร้อยละ 42 ของวันเปิดเรียน ทีนี้มาดูกันว่า 84 วันนั้นทำอะไรกันบ้าง

ก็การประเมินของหน่วยงานภายนอกนี่แหละครับเฉลี่ยแล้ว 43 วัน ทั้งการประเมินโรงเรียน ประเมินครู และประเมินนักเรียน โดยครูใช้เวลาไปกับการประเมินของหน่วยงานต้นสังกัดในโครงการต่างๆ 18 วัน การประเมินของสถาบันทดสอบ 16 วัน การประเมินของ สมศ. 9 วันรวมแล้ว 43 วัน 

นอกจากนี้ยังมี การแข่งขันทางวิชาการ 29 วัน การอบรมจากหน่วยงานภายนอก 10 วัน นี่ยังไม่นับลาป่วย ลากิจ แล้วก็วันหยุดอะไรต่างๆ นะครับ จาก 200 วันเปิดเรียนครูใช้ไปทำกิจกรรมอย่างอื่นที่ไม่ใช่การสอน 84 วันก็เหลือ 116 วันที่ทำการเรียนการสอน ซึ่งจะว่าไปอาจจะ อาจจะนะครับ อาจจะสอนไม่เต็ม 116 วันด้วยซ้ำ

เอาล่ะ ถ้าจะวางเป้าหมายให้การศึกษาไทยมีคุณภาพท่านคิดว่าควรจะทำยังไง…..