ชะลอการสอบ อบต.อุดร

1045 ชะลอการสอบ อบต.อุดร

หนังสือจากงานบุคคล ท้องถิ่นจังหวัดอุดรธานี ออกมาเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาครับ และก็ได้ถูกแชร์ ถูกส่งต่อไปให้ทราบโดยทั่วกันแล้วอย่างรวดเร็ว แล้วก็มีคำถามตามมาอย่างรวดเร็วเหมือนกันว่า ทำไมถึงออกมาตอนนี้ ทำไมไม่ออกมาก่อนหน้านี้ (ฮา)

ก็จะไม่ให้เขาเหล่านั้นสงสัยได้ไงล่ะครับ หนังสือนี้เป็นหนังสือที่บอกให้ อบต.ที่อยู่ระหว่างการดำเนินการเปิดสอบให้ชะลอไว้ก่อน HA HA แล้ว อบต.ที่เปิดสอบไปแล้วจนรับคนมาทำงานแล้วมีเรื่องน่าสงสัยมากมาย เช่น เปิดสอบตำแหน่งบุคลากรทั้งที่ อบต.นั้นมีตำแหน่งนี้อยู่แล้ว และเรื่องอื่นที่น่าสงสัยมากมาย รวมถึงสงสัยว่าเรื่องเหล่านี้ผ่าน ก. มาได้ยังไง

พูดมากไปไม่ดีครับ เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ไปคิดต่อเองละกันว่าทำไม ก.อบต.จังหวัดอุดรธานีถึงได้อนุมัติให้ อบต.เปิดสอบเองกันมากมายขนาดนี้ รวมถึงทำไมคนเก่งขนาดออกข้อสอบท้องถิ่นได้ถึงเป็นโรงเรียนอนุบาล HA HA

เบาหวาน ความจน และการเลี้ยงลูกแบบคนอีสาน

ด้วยความที่ได้รับมอบหมายให้ทำงานด้านสาสุขเพิ่มจากหน้าที่ประจำอย่างนักพัฒน์ เลยทำให้พอทราบข้อมูลสาสุขอย่างเบาหวานว่า ชาวบ้านเราเป็นกันมาก และมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้นด้วย อย่างที่ทราบกันว่าคนที่มีบรรพบุรุษเป็นโรคนี้โอกาสเป็นมีอยู่สูง แต่ที่เห็นบางรายเป็นโดยไม่มีพันธุกรรมมาเกี่ยวข้อง

เคยคุยกันเล่นๆ กับเพื่อนๆ ในวงเหล้าว่า ที่คนอีสานเป็นเบาหวานกันเยอะนอกจากจะมีสาเหตุมาจากการกินข้าวเหนียวซึ่งมีปริมาณน้ำตาลเยอะแล้ว ยังมีเหตุมาจากความจนของคนอีสานด้วย หากท่านสังเกตุการเลี้ยงลูกหลานของชาวอีสานท่านจะพบว่า คนอีสานเวลาให้ข้าวลูกกินมักจะบอกลูกว่า กินข้าวเยอะๆ นั่นเป็นเพราะชาวบ้านเขามีข้าวเยอะตุนอยู่ในยุ้งฉางอยู่แล้วจากการทำนา แต่กับข้าวซึ่งบางคนต้องไปหามาและบางคนต้องเสียเงินซื้อมาเป็นความพิเศษ ถ้าไม่กินข้าวเยอะมันจะเปลืองกับ พอกินข้าวเหนียวที่มีน้ำตาลเข้าไปมากเข้า มากเข้า ผลมันเลยเกิดตอนมีอายุเลยเลขสี่มาไงครับ

อีกเรื่องหนึ่งที่พวกเราตั้งข้อสังเกตุกันในเรื่องการเลี้ยงลูกของคนอีสาน แล้วมันมีผลกระทบไปจนถึงตอนที่โตขึ้นเป็นผู้ใหญ่คือ เรื่องการพูด การแสดงความคิดความเห็น การแสดงอากัปกิริยาในการละเล่นต่างๆ ในวัยเด็ก คนอีสานห้ามลูกห้ามหลานไม่ให้พูด ไม่ให้ทำ ในหลายเรื่องหลายอย่าง เช่น ห้ามลูกถาม และคำตอบเมื่อลูกถามว่าทำไมทำไม่ได้เป็นคำตอบที่ลูกถามต่อไม่ได้อย่าง มันขะลำ จบ จนเดี๋ยวนี้เด็กบางคนยังไม่เข้าใจว่าคำคำนี้หมายถึงอะไรกันแน่ แต่รู้ว่าห้ามทำเพราะมันขะลำ

ผมไม่รู้ว่าครูที่โรงเรียนโดนผู้ปกครองว่าหรือเปล่าว่า สอนลูกหลานเขาให้คิดให้วิเคราะห์ไม่เป็น (ฮา) แต่ได้ยินข่าวในระดับประเทศมาตลอดหลายปีว่า เด็กไทยคิดอะไรไม่เป็น เลยเกิดความสงสัยอีกว่า ครูที่สอนติดนิสัยมากับที่พ่อแม่ปู่ย่าตายายผู้หลักผู้ใหญ่สอนตัวเองมาหรือเปล่าว่า อย่าทำนั่น อย่าทำนี่ อย่าถามนั่น อย่าถามนี่ ก่อนที่จะรู้สึกตัวด้วยการสะกิดของเพื่อนร่วมวงที่ดูอาวุโสกว่าใครว่า “อย่าถามมันขะลำ”

กลุ่มใน Line ทักทายกันมั่งสิ

1044 150x150 กลุ่มใน Line ทักทายกันมั่งสิผมคงเป็นเหมือนคนอื่นๆ ในยุคนี้ที่ใช้มือถือแบบ Smart Phone ที่มีแอพสำหรับติดต่อสื่อสารกับคนอื่นในสังคม และในแวดวงของหน้าที่การงานของตัวเอง แน่นอนว่าแอพยอดฮิตที่ต้องมีติดเครื่องคือ Line แล้วก็มีกลุ่มใน Line ทั้งตั้งกลุ่มขึ้นมาเองและมีคนเชิญไปร่วม

ในกลุ่ม Line นอกจากกลุ่มของเพื่อนๆ ที่ใช้คุยกันแบบส่วนตัวแล้ว ผมยังถูกเชิญไปร่วมกลุ่มอื่นโดยเฉพาะกลุ่มของนักพัฒนาชุมชน เขาเชิญไปในฐานะสมาชิกชมรมพัฒนาชุมชนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (แห่งประเทศไทย) ที่เป็นกรรมการชมรมน่ะครับ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มชมรม พช.อปท. ชมรม พช.อปท.2 นักพัฒน์ฯเมืองขอน นักพัฒน์อุตรดิตถ์ เป็นต้น

การไปอยู่ในกลุ่มแบบนี้ทำให้เรารู้อะไรหลายๆ อย่างนะครับ เป็นการรู้จากโพส รู้จากเรื่องราวที่โพสนั้น ทำให้เราคาดเดาได้ว่าลักษณะของนักพัฒน์จังหวัดนี้เป็นไงมั่ง ยิ่งเป็นห้องของจังหวัดที่มีแค่ตำแหน่งเดียวหรือเป็นห้องของตำแหน่งนี้จังหวัดนี้ด้วยแล้วทำให้รู้เลยว่า เขาเหล่านั้นเป็นคนยังไงกัน

สิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตุเห็นจากการที่เป็นสมาชิกกลุ่ม Line หลายกลุ่มหลายจังหวัดคือ สมาชิกกลุ่มที่เป็นคนภาคอีสานส่วนใหญ่ เน้นว่าส่วนใหญ่นะครับ จะไม่ค่อยแสดงความคิดเห็นกันซักเท่าไร อย่างกลุ่ม พช.ภาคอีสาน มีสมาชิกนิดหน่อยแค่ห้าสิบกว่าคนเนี่ย จะมีที่มาคุยมาถามมาบอกเล่าอะไรให้เพื่อนสมาชิกกลุ่มฟังไม่เกิน 10 คน มาบ่อยแบบประจำแค่ 5 คนเท่านั้น คิดดูละกันขนาดมีปัญหากับตัวเองยังไม่กล้าถามเลยอ่ะ

ห้องขอนแก่นก็ใช่ย่อยซะที่ไหน สมาชิกเป็นร้อย แต่มาในแต่ละวันเท่าไร ถึง 50 หรือเปล่าก็ไม่รู้ ก็คนเดิมหน้าเดิมล่ะครับ นี่ยกตัวอย่างให้ดู ขนาดว่าเป็นห้องของภาคอีสานด้วยกันเองแท้ๆ ยังไม่พูดไม่คุย คิดดูว่าห้องชมรม พช.อปท.ทั้งสองห้องนั้นน่ะคนที่มาคุยมาพูดมาบอกจะเป็นภาคไหน (ฮา)

ข้อดีของเขาเหล่านี้คือ เขาฟังอย่างเดียว ไม่บ่น ไม่ว่า ตามลักษณะของคนอีสานแท้ๆ (วันต่อไปจะมาเล่าให้ฟังว่าอีสานแท้เป็นไง) เขาไม่รำคาญพวกเราอ่ะครับ ที่พูดมาก เพราะถ้าเขารำคาญเขาคงออกจากห้องไปแล้วล่ะ จะทนทำไม (ฮา)

เว็บชมรมพัฒนาชุมชนไม่ได้หายไปไหน

1042 เว็บชมรมพัฒนาชุมชนไม่ได้หายไปไหน

เว็บไซต์ของ ชมรมพัฒนาชุมชนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (แห่งประเทศไทย) หรือที่พวกเราเรียกหากันสั้นๆ ในชื่อ เว็บชมรมพัฒนาชุมชน นั้น ไม่ได้หายไปจากหน้าค้นหาของ google อย่างที่พวกเราเข้าใจมาตลอดทั้งสัปดาห์เลยนะครับ เพียงแต่มันไม่ได้ขึ้นมาที่อันดับที่ 1 อย่างที่ควรจะเป็น

ปกติธรรมดาทั่วไป เมื่อเราพิมพ์คำค้นหาลงไปว่า “ชมรมพัฒนาชุมชน” แล้วกด Enter มันจะต้องปรากฏชื่อเว็บ “ชมรมพัฒนาชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(แห่งประเทศไทย)” แล้วก็จะมีที่อยู่ url บอกไว้ด้านล่างเป็นหน้าแรกของเว็บ pattanalocal.com แต่ที่ผ่านมามันไม่มี

เช้าวันนี้ผมลองไปค้นดูตามการรายงานของ google ที่ส่งมาถึงผมว่า เว็บบล็อกคนพอชอถูกค้นหาเจอใน google ด้วยคำค้นว่า “ชมรมนักพัฒนาชุมชน” มากเป็นอันดับ 1 (โปรดสังเกตุมีคำว่า นัก ด้วย) ผมเลยลองเข้าไปค้นดูว่ามันจะเป็นจริงตามที่อากูบอกมามั้ย และอยากรู้ด้วยว่า บล็อกคนพอชอ กับคำค้นนี้อยู่ในอันดับที่เท่าไร ก็ตามประสาคนทำเว็บล่ะครับ ต้องสนใจเรื่องอันดับใน google อยู่ตลอดเวลา หุ หุ

1043 เว็บชมรมพัฒนาชุมชนไม่ได้หายไปไหน

ที่ผมไม่คิดว่าจะได้เจอคือ ในหน้าที่ 1 ลำดับที่ 9 (แต่ละหน้าของ google จะมี 10 ลำดับ) เป็นเว็บของชมรมพัฒนาชุมชนฯ ครับ แต่เป็นหน้าของตัวอย่างกิจกรรม โครงการแข่งขันกีฬา

ผมไม่ค่อยเข้าใจโครงสร้างของเว็บ joomla แบบเว็บชมรมพัฒนาชุมชนสักเท่าไร เลยไม่รู้จะบอกว่าที่มันเป็นอย่างนี้เพราะอะไร รู้แต่ว่า google ชอบเว็บที่มีการเขียนเนื้อหาเอง มีคุณภาพ อัพเดทสม่ำเสมอ ซึ่งเว็บชมรมพัฒนาชุมชนไม่ได้มีบทความทุกวันหรือทุกสัปดาห์อย่างบล็อกคนพอชอครับ หรือว่าเราจะไปเขียนบทความกันที่นั่นให้มากเหมือนโพสกันบนเฟชบุ๊คดี (ฮา)

ไปฟังเกจิ สตง.เขาคุยกัน

898 ไปฟังเกจิ สตง.เขาคุยกัน

หลายวันมานี้ผมหุดหิดเรื่อง สตง.บ่อยๆ ไม่ใช่โมโหโกรธาให้ สตง.นะครับ แต่รู้สึกไม่ค่อยดีกับเพื่อนร่วมงานข้าราชการด้วยกันเอง ก็เรื่องต่อเนื่องมาจากที่ สตง.ลงตรวจนั่นแหละครับ อยู่ในองค์กรเดียวกันแทนที่จะช่วยกันหาระเบียบมายืนยันว่าเรา (หมายถึงทุกคน/องค์กร) ไม่ได้ทำผิด ไม่ได้ทำเองโดยไม่มีหนังสือสั่งการ แทนที่จะช่วยกันหาทางออกกลับซ้ำเติมแปลข่าวสารไปถึงผู้ที่ถูกเรียกเงินคืนโดยเฉพาะบรรดาลูกจ้างเป็น “ถ้าไม่จ่ายเงินคืนจะถูกปลดออก” จนวุ่นกันไปหมด

มันดูวุ่นวายจนผมอดสงสัยไม่ได้ว่ามีใครยืนทะมึนอยู่เบื้องหลังหรือเปล่า (ฮา)

มีหลายเรื่องนะครับที่ผมมั่นใจว่าควรจะทำอย่างไรต่อไปเมื่อ สตง.ออกรายงานมา หลายคนที่มีประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้ก็คงจะบอกตรงกันว่า ก็ทำหนังสือชี้แจงกลับไปที่ สตง.สิ แต่ปัญหาที่นี่คือ ผู้บังคับบัญชาและผู้บริหารไม่เอาด้วยสิครับ อ้าว มันทำให้ผมสงสัยต่อไปว่า คนที่โดนเรื่องนี้นี่ลูกจ้างทั้งนั้นนะ คนในพื้นที่ทั้งนั้น ผู้บริหารจะบังคับให้เขาเหล่านี้ไปหาเงินมาคืนตามความเห็นของปลัดเหรอ ทั้งที่มันมีทางออกอย่างอื่นอยู่ มันผิดวิสัยนักการเมืองไปหน่อยนะ

เมื่อทนเก็บความสงสัยไว้ไม่ได้ และอยากรู้ว่าที่เราเตรียมการขั้นตอนกระบวนการไว้เนี่ยมันถูกต้องหรือเปล่า หัวหน้าผมท่านเลยถามไปทางนิติกร อปท.อื่นที่พอจะสอบถามพูดคุยได้บ้างและที่สำคัญคือมีประสบการณ์ถูก สตง.เข้าตรวจทุกปีและได้เถียงกันทางหนังสือชี้แจงประจำ เนื่องจากเราเป็น อปท.กลางๆ ไม่มีนิติกร (ฮา) ผมเลยได้มีโอกาสติดสอยห้อยตามไปฟังด้วยครับ สรุปแล้วที่นิติกรท่านนั้นบอกมันเป็นอย่างนี้ครับ

เมื่อ สตง.ออกรายงานมาหาเรา ให้เราทำหนังสือชี้แจงว่าเราทำตามหนังสือสั่งการฉบับไหน ตามระเบียบอะไรยังไงไปถึง สตง.ภายใน 60 วัน และขั้นต่อไปถ้า สตง.เขามีหนังสือยืนยันมาอีกว่าต้องคืนเงินให้เราทำหนังสือถึงผู้ว่า ถ้าผู้ว่ายืนยันตาม สตง.ให้ทำหนังสือถึง (…) (อันนี้ความรู้ใหม่ ผมไม่เคยรู้มาก่อน รอคนยืนยันอีกทีครับ) แต่ถ้าเขายืนยันเหมือนเดิมสุดท้ายต้องพึ่งศาลปกครอง และนิติกรท่านนี้ยังบอกอีกว่า ที่ผ่านมาเมื่อถึงศาลปกครอง (…) แพ้มาเยอะแล้ว (ขอบคุณท่าน ผอ.ศรายุทธ ครับที่แจ้งมา ผมฟังผิดมาแน่ๆ แล้วจะไปถามท่านใหม่ครับ–ขอโทษท่านผู้ตรวจด้วยครับ)

นิติกรเขาเป็นนักกฏหมายเขาย่อมมองในแง่มุมของนักกฏหมาย อย่างการคืนเงินทันทีที่ สตง.แจ้งโดยไม่มีการชี้แจงอะไรเลย เขามองว่า นั่นเป็นการยอมรับผิดตามที่ สตง.ว่า เพราะถ้าคุณไม่ผิดคุณต้องชี้แจงได้ อืมมม…น่าคิด