คนพิการย้ายแล้วที่เก่าต้องจ่ายเงินต่อจนสิ้นปีงบประมาณ

1059 คนพิการย้ายแล้วที่เก่าต้องจ่ายเงินต่อจนสิ้นปีงบประมาณ

เมื่อวานนี้มีคนพิการรายหนึ่งมาแจ้งย้ายว่า  ได้ย้ายที่อยู่ไปอยู่ในพื้นที่อื่นแล้วพร้อมนำหลักฐานสำเนาทะเบียบ้านมาโชว์ให้ดูด้วย  เลยสอบถามไปว่า  แล้วไปลงทะเบียนที่ใหม่หรือยัง  เขาบอกว่าไปลงทะเบียนแล้ว  ผมถามต่อว่า  รู้แล้วใช่มั้ยว่าที่นี่ต้องจ่ายเงินเบี้ยยังชีพถึงเดือนไหน  เขาตอบกลับมาว่ารู้แล้วที่เก่าจ่ายให้เขาถึงเดือนกันยายนปีหน้า (2558) พอเดือนตุลาคมเขาต้องรับเงินเบี้ยความพิการจากที่ใหม่

จะมีสักกี่รายที่รู้อย่างนี้  ที่ผ่านมาผมเห็นเถียงกันวุ่นวาย  ไม่ว่าจะเป็นคนพิการกับนักพัฒน์  หรือนักพัฒน์กับนักพัฒน์ด้วยกันเอง  กรณีของคนพิการรายนี้ต้องยกความดีความชอบให้ อปท.ที่เขาย้ายไปล่ะครับที่อธิบายให้เขาฟังตอนเขาไปลงทะเบียนเพื่อขอรับเงินเบี้ยความพิการว่า  ที่เก่าจ่ายถึงตอนไหน  ที่ใหม่รับช่วงจ่ายต่อตอนไหน  และคงไม่เป็นการเข้าข้างตัวเองมากจนเกินไปที่จะบอกว่า  ผมเองก็ได้พูดให้ฟังทุกเดือนในทุกปีของช่วงเวลานี้เกี่ยวกับเรื่องย้ายที่อยู่

ถ้าใครยังไม่เข้าใจหรือยังมีเรื่องที่ต้องถกเถียงกันอยู่กับที่เก่าที่ใหม่ก็ให้ไปดู  หนังสือกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ที่ มท 0891.3/433 และ 434  ลงวันที่ 19 มกราคม 2554  ใครที่มีหนังสือ “คัมภีร์เบี้ยยังชีพ” ก็เปิดไปหน้า 286 ดูรายละเอียดได้ครับ

การอำนวยความสะดวกให้กับผู้เฒ่าและคนพิการในการลงทะเบียน

บ่ายๆ วานนี้ (19 พฤศจิกายน 2557) มีหนังสือกระทรวงมหาดไทยเรื่อง การอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนเกี่ยวกับการใช้สำเนาทะเบียนบ้าน และบัตรประจำตัวประชาชนในการรับลงทะเบียนผู้ขอรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุและเบี้ยความพิการ ออกมา

ก่อนหน้านี้ก็ได้มีหนังสือเกี่ยวกับการเรียกหลักฐานสำเนาทะเบียนบ้านและบัตรประจำตัวประชาชนของชาวบ้านที่ไปยื่นคำขอรับบริการ เพื่อประกอบและเก็บไว้เป็นหลักฐานว่าไม่ได้ปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี เลยทำเอานักพัฒนาชุมชนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่กำลังรับลงทะเบียนผู้ขอรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุและเบี้ยความพิการถามกันวุ่นวายว่า เอาไงดี

ผมนำภาพหนังสือมาให้ท่านอ่านเองเลยละกันครับ  เชิญ

1056 การอำนวยความสะดวกให้กับผู้เฒ่าและคนพิการในการลงทะเบียน

1057 การอำนวยความสะดวกให้กับผู้เฒ่าและคนพิการในการลงทะเบียน

1058 การอำนวยความสะดวกให้กับผู้เฒ่าและคนพิการในการลงทะเบียน

บล็อกคนพอชอแห่งนี้ยังต้องการการโปรโมท

 

948 บล็อกคนพอชอแห่งนี้ยังต้องการการโปรโมท

ปกติเวลาที่ผมเขียนอะไรไปแล้วโพสเผยแพร่  สิ่งที่จะต้องทำหลังจากนั้นคือ  นำลิงค์ของโพสไปแปะตามที่ต่างๆ เพื่อเป็นการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ซึ่งแน่นอนว่าแหล่งกระจายข่าวชั้นดีก็คือตามโซเชียลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น  Facebook  Twitter  Google+

ด้วย บล็อกคนพอชอ แห่งนี้เป็นบล็อกที่ว่าด้วยเรื่องของการพัฒนาชุมชนในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  ฉะนั้นแฟนนานุแฟนจึงเป็นคนในแวดวงขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  โดยเฉพาะนักพัฒนาชุมชน  ซึ่งถ้าพูดถึงการสื่อสารประชาสัมพันธ์ไปถึงบรรดานักพัฒนาชุมชนในโลกโซเชียลสิ่งที่จะสื่อสารถึงเขาเหล่านี้ได้คงมีแค่  Facebook  และ  Line  เท่านั้น

เมื่อวานนี้ตั้งใจจะไม่นำโพส คนพิการร้องเรียนได้รับเบี้ยความพิการไม่เท่ากัน ไปประชาสัมพันธ์บน Facebook ส่วนตัวของผม  คงทำการประชาสัมพันธ์บนหน้าเฟชบุ๊คแฟนเพจ คนพอชอ ตามปกติเท่านั้น  เพื่อเป็นการทดสอบดูว่า  เมื่อเล่าเรื่องเบี้ยยังชีพแล้วนำลิงค์ไปโพสแค่ในแฟนเพจจะมียอดแชร์ต่อถึงร้อยเหมือนในเฟชส่วนตัวหรือไม่

ผลออกมาคือ  ยอดแชร์ไม่ถึงเป้าทั้งที่ตามปกติเมื่อพูดถึงเรื่องเบี้ยยังชีพคนอ่านจะชอบมากยอดแชร์เป็นร้อย  นั่นแสดงว่า  คนอ่านที่เป็นนักพัฒนาชุมชนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้าไม่ถึง  เพราะไม่ได้กดถูกใจหน้าเพจคนพอชอเลยไม่รู้ว่าบทความใหม่ออกมาแล้วนะ  และเป็นสิ่งที่บอกว่า  เมื่อมีโพสใหม่ออกมา  ต้องนำมาแจ้งใน  Facebook  ทั้งส่วนตัวและแฟนเพจครับ  จะจำไว้ (ฮา)

คนพิการร้องเรียนได้รับเบี้ยความพิการไม่เท่ากัน

1055 150x150 คนพิการร้องเรียนได้รับเบี้ยความพิการไม่เท่ากันเรื่องนี้เกิดมานานแล้วนะครับ  ที่นำมาเล่าให้ฟังเพราะยังมีเพื่อนนักพัฒนาชุมชนถามกันมาเยอะมากในเรื่องแบบนี้  เรื่องมันเป็นอย่างนี้ครับ

เมื่อก่อนมีบางท้องถิ่นจ่ายเงินสงเคราะห์เพื่อการยังชีพหรือว่าเบี้ยยังชีพให้กับคนพิการ  โดยใช้งบประมาณของท้องถิ่นเองคนละ  1000  บาทตามระเบียบเบี้ยยังชีพคนพิการปี  2548  ต่อมากระทรวงมหาดไทยได้ประกาศใช้ระเบียบเบี้ยยังชีพคนพิการปี  2553  ซึ่งกำหนดให้ท้องถิ่นจ่ายเงินให้คนพิการเดือนละ  500  บาท  ทำให้คนพิการได้รับเงินไม่เท่ากัน  จึงเกิดการร้องเรียนจากคนพิการรายใหม่ๆ ที่เพิ่งได้รับบัตรคนพิการและไปยื่นหนังสือขอรับเบี้ยยังชีพที่ไม่ได้รับเงินเพิ่มจากท้องถิ่นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม  คืออยากได้มากกว่าห้าร้อยอย่างรายเก่าว่างั้นเถอะ

พอมาถึงตรงนี้ท่านผู้อ่านคงจะพอรู้แล้วนะครับว่า  คำถามคืออะไร  ใช่แล้วครับ  คำถามคือ  เรา (ท้องถิ่น) จะนำเงินงบประมาณของเรา (ท้องถิ่น) เองไปจ่ายเพิ่มให้คนพิการอีกได้มั้ย  จะได้ได้ในอัตราที่เท่ากันทุกคน  ซึ่งเรื่องนี้เคยมีคนหารือไปที่กรมแแล้วครับและคำตอบออกมาว่าอย่างนี้

ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการจ่ายเงินเบี้ยความพิการให้คนพิการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2553 ข้อ 12 กำหนดว่า การจ่ายเงินเบี้ยความพิการ  ให้จ่ายในอัตราเดือนละ  500  บาทหรือตามมติคณะรัฐมนตรี  โดยไม่ได้ให้อำนาจองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการเพิ่มอัตราการจ่ายเบี้ยความพิการไว้

และข้อ 17 กำหนดว่า  ระเบียบนี้มิให้กระทบต่อสิทธิของคนพิการที่ได้รับเงินสงเคราะห์เพื่อการยังชีพตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการจ่ายเงินสงเคราะห์เพื่อการยังชีพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2548 ที่มีอยู่ก่อน  หรือในวันที่ระเบียบนี้ใช้บังคับ

ดังนั้น  การที่ท้องถิ่นจะนำเงินงบประมาณของท้องถิ่นไปจ่ายสมทบเพิ่มเติมให้แก่คนพิการในส่วนที่ได้รับเงินเบี้ยยังชีพอีกคนละ  500  บาทจึงไม่สามารถกระทำได้

ที่มา : หนังสือกระทรวงมหาดไทย ที่ มท 0891.3/7488 ลงวันที่ 2 สิงหาคม 2553

นักพัฒนาชุมชนมือใหม่และมือเก่าจะไปอบรมที่ไหน

1054 นักพัฒนาชุมชนมือใหม่และมือเก่าจะไปอบรมที่ไหน

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา  อาจารย์ ดร.ศรายุทธ  แสนมี  ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกอบรมและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์  คณะวิทยาการจัดการ  มหาวิทยาลัยศิลปากร  ได้โพสบนเฟชบุ๊คส่วนตัว @Yuth Sanmi และแจ้งในไลน์เกี่ยวกับการฝึกอบรมของนักพัฒนาชุมชนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  มีเนื้อความว่าอย่างนี้ครับ

“เรียนพี่น้องนักพัฒนาชุมชนทุกๆ ท่าน  ตามที่มหาวิทยาลัยศิลปากรได้ดำเนินการจัดอบรมพัฒนาศักยภาพให้กับนักพัฒนาชุมชนตั้งแต่ปี  2548  จนถึงปัจจุบันจำนวน  5638  คนทั่วประเทศ  ตามความร่วมมือทางวิชาการร่วมกันกับกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น

ปัจจุบันนี้ภารกิจและงานที่นักพัฒนาชุมชนปฏิบัติมีความหลากหลายและทำหน้าที่หลายมิติ  แต่วัตถุประสงค์ก็เพื่อการพัฒนาศักยภาพตนเองในเรื่องแนวทางการปฏิบัติงาน  และการพัฒนาชุมชนให้มีชุมชนที่เข้มแข็ง  พัฒนาอาชีพ  สร้างรายได้เพิ่ม  ส่งเสริมสวัสดิภาพ  สร้างสวัสดิการสังคมและชุมชน

ดังนั้น  ทางมหาวิทยาลัยศิลปากรจึงได้ปรึกษากับทาง ผอ.สถาบันฯ เพื่อหาแนวทางในการพัฒนางานพัฒนาชุมชนให้มีศักยภาพและประสิทธิภาพมากขึ้น  เพราะในปัจจุบันมีความซ้ำซ้อนกันในการอบรม  เนื่องจากมีสองแห่งในการดำเนินการ  ทั้งสถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น  กับศูนย์ฝึกอบรมบุคลากรท้องถิ่น ม.ศิลปากร  

เพื่อเป็นการสนับสนุนส่งเสริมการทำงานร่วมกัน  สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่นจะดำเนินการจัดอบรมหลักสูตร นักพัฒนาชุมชน ต่อไป  ส่วนของมหาวิทยาลัยศิลปากร จะดำเนินการอบรมเฉพาะทางที่เกี่ยวกับงานในด้านการพัฒนาอาชีพตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง  และการดูแลสวัสดิการและชุมชน  โดยมุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ในทางปฏิบัติอย่างบูรณาการอย่างยั่งยืน  โดยวางรากฐาน model ในการพัฒนาแนวใหม่  เพื่อสร้าง innovation ใหม่ๆ ขึ้นมา  แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ยังเป็นความร่วมมือกันตาม mou เหมือนเดิม

จึงเรียนไปยังพี่น้องนักพัฒนาชุมชนทั่วประเทศได้ทราบโดยทั่วกัน  และสมัครเข้าอบรมตำแหน่ง นักพัฒนาชุมชน ตามแผนของสถาบันฯครับ/ขอบคุณครับ/ดร.ศรายุทธ  แสนมี  ผอ.ศูนย์ฝึกอบรมบุคลากรท้องถิ่น  มหาวิทยาลัยศิลปากร”

คงชัดเจนแล้วนะครับ  นักพัฒนาชุมชนจะไปอบรมหลักสูตรตำแหน่งของท่านไปที่ สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หรือ สพบ.ครับ  ส่วนหลักสูตรเสริมความแข็งแกร่งในการทำงานไปที่ศูนย์ฝึกอบรมและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยศิลปากร  โรงแรมไมด้า…เข้าใจตรงกันนะ